
น้ำท่วมเมฆ
น้ำท่วมเมฆ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
เพื่อนฝูงผมหลายคนเป็นโรคกลัวน้ำไปแล้วครับ เจอหน้ากันก็ถามว่าปีนี้น้ำจะมาอีกไหม? บางคนก็กลัวหนักถึงขนาดไม่กล้าซ่อมแซมบ้านช่องที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว บอกว่ารอให้ผ่านปีนี้ไปก่อน เพราะหากซ่อมแล้วเกิดน้ำท่วมอีกก็จะเสียเงินเปล่า บางคนก็บอกว่าเงินชดเชยจากรัฐบาล 5,000 บาท จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับเลย ทั้งๆ ที่เสียหายเป็นหมื่นเป็นแสน ถ้าปล่อยทิ้งบ้านไว้ในสภาพนี้ แล้วรอให้น้ำท่วมเรื่อยๆ ไปสัก 10 ปี 20 ปี ก็คงพอคุ้มกับความเสียหาย
และปีนี้ ไม่มีใครเชื่อเรื่อง “เอาอยู่” หรือ “เอาไม่อยู่” แล้วครับ แต่เชื่อว่า “มาแน่” หรือ “มาแล้ว” มากกว่า และกะกันไว้ว่า ถ้าน้ำท่วมมาถึงวังน้อยก็คงต้องรีบเผ่นออกจากบ้าน ตามที่รัฐบาลประกาศเตือน แต่จะเผ่นไปไหน หลายๆ คนก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน
น้ำท่วมปีที่แล้วน่าจะให้ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการเตรียมการป้องกัน และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย แต่ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวยังไม่ค่อยปรากฏอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะการกันพื้นที่เพื่อทำแก้มลิงไว้กักน้ำ การขุดลอกคูคลอง การทำฟลัดเวย์ (flood way) เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล และอื่นๆ ที่สำคัญก็คือศูนย์รับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เป็นระบบและฉับไว ตั้งแต่สถานที่รองรับผู้อพยพ การขนส่ง การให้บริการด้านอาหารและสุขอนามัย รวมถึงการประชาสัมพันธ์ ให้ข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ เชื่อถือได้ และเป็นเอกภาพ ซึ่งน่าจะเป็นในลักษณะของทีวีพูล มากกว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพูด จนประชาชนเกิดความสับสน หรือภาครัฐเกิดความรู้สึกว่าถูกข้ามหน้าข้ามตา หรือสื่อมวลชนบางรายการทำได้ดีกว่า จนรัฐบาลเสียหน้า
ทั้งการเตรียมการและการแก้ไขที่ผมพูดมานี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเตรียมการล่วงหน้า และแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดความอุ่นใจ และทราบว่าเขาจะอพยพไปที่ไหนหากเกิดน้ำท่วม เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ความลับทางราชการที่จะต้องปกปิดมิดชิด เว้นเสียแต่ว่ายังไม่ได้มีการจัดทำแผนการหรือการตระเตรียมใดๆ แล้วค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเวลาที่น้องน้ำมาเยี่ยมเยือน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น สถานการณ์โดยทั่วไปก็คงจะเลวร้ายไม่ต่างอะไรจากปีก่อน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบชุลมุนชุลเก หรือโยนเผือกเผาใส่มือคนอื่น และก็คงยากที่รัฐบาลจะลอยตัวจากปัญหาและความรับผิดชอบได้อีก
ผมไม่แน่ใจหรอกครับว่า ที่นายกรัฐมนตรีเดินสายไปสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและนักธุรกิจที่ญี่ปุ่นนั้น ได้ผลเป็นประการใด เพราะนอกจากที่มีข่าวออกมาว่าท่านนายกฯ กับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นพูดและอ่านเอกสารกันคนละภาษาแล้ว ผมก็คิดว่า นักลงทุนและนักธุรกิจที่อยู่ในเมืองไทยในตอนนี้ก็คงจะมีความไม่แน่ใจในท่าทีและมาตรการการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงระบบการระบายน้ำ การปกป้องนิคมอุตสาหกรรม การจัดเตรียมระบบและเส้นทางขนส่งในเวลาที่เกิดน้ำท่วม รวมทั้งการชดเชยช่วยเหลือโรงงานที่ได้รับความเสียหายหรือปิดกิจการในช่วงน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรมและยุติธรรม
พูดอย่างตรงมาตรงไปก็คือ หากน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ ถ้ารัฐบาลไม่เตรียมการต่างๆ ให้ดี ทำนองเดียวกับโนอาห์เตรียมเรือใหญ่ในคัมภีร์ไบเบิลแล้วล่ะก็ คราวนี้คนที่จะจมน้ำเป็นคนแรกก็คือรัฐบาลนั่นแหละครับ และก็คงไม่มีเรือดำน้ำที่ไหนจะช่วยได้ด้วย



