
สถานการณ์พลังงานโลกที่ต้องจับตามอง(จบ)
รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : การปิดช่องแคบฮอร์มุซ...สถานการณ์พลังงานโลกที่ต้องจับตามอง (จบ) : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) - [email protected]
มาดูกันที่ทวีปยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้าน้ำมันอันดับหนึ่งได้ประกาศตัวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะคว่ำบาตรทางการค้ากับอิหร่านตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็จะทำให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบถึง 30% ต้องหายไป และนั่นหมายถึงการสูญเสียรายได้อันมหาศาลของอิหร่านและกลายเป็นแรงกดดันต่ออิหร่านที่พร้อมจะสู้ตายหากถึงจุดที่ทนไม่ไหว
การที่ชาติตะวันตกร่วมกันกดดันอิหร่านโดยการคว่ำบาตรทางการค้านั้น เพราะต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่านี่คือจุดตายของอิหร่าน เพราะอิหร่านมีกำลังการผลิตน้ำมันถือเป็นอันดับสี่ของโลก ประมาณ 3.3-3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยอิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอันดับสองในตะวันออกกลาง ซึ่งสูงถึง 150 พันล้านบาร์เรล การส่งออกน้ำมันในแต่ละปีสร้างรายได้ให้อิหร่านถึงประมาณ 80% ของรายได้ทั้งหมด
หากต้องโดนมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันอย่างสิ้นเชิงก็เท่ากับเป็นมาตรการล้อมกรอบ ทำให้อิหร่านต้องลุกขึ้นมาตอบโต้ด้วยการขู่ว่า จะไม่อนุญาตให้น้ำมันแม้แต่บาร์เรลเดียวได้เคลื่อนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังขู่จะโจมตีกองเรือสหรัฐหากยังคงเคลื่อนที่เข้าใกล้อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้น และยิ่งทางอิสราเอลได้แถลงการณ์ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ล่าสุดว่าอยากเห็นอิหร่านยุติการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และไม่ประสงค์จะเป็นผู้เริ่มสงคราม แต่พร้อมสู้เพื่อชัยชนะอย่างถึงที่สุด นั่นจึงเป็นการประกาศที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีอิสราเอล โดยสหรัฐก็มิได้ปฏิเสธว่าจะไม่ใช้กำลังทหารกับอิหร่านเพื่อยุติปัญหา
นี่จึงเป็นเกมการเมืองโลกที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะความขาดแคลนและความผันผวนด้านราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับตัวสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่บาร์เรลละ 122 ดอลลาร์ หรือปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 16% เทียบกับราคาปิดในสิ้นปี 2554
นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกมายืนยันในทิศทางที่ตรงกันว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซน่าจะเป็นเพียงคำขู่ เพราะอิหร่านกำลังอยู่ในช่วงใกล้การเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศ อีกทั้งทางฝั่งอเมริกาก็กำลังอยู่ในช่วงการเตรียมเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแสดงพลังความเข้มแข็งให้คนในชาติเห็น เราจึงได้แต่หวังว่านี่คงจะเป็นการหยั่งเชิงกันเท่านั้น
ในด้านการเตรียมความพร้อมของไทยล่าสุดได้มีการหารือระหว่างกระทรวงพลังงานและกลุ่มโรงกลั่น ได้ข้อสรุปว่าปัจจุบันไทยมีการสำรองน้ำมันทั้งแบบน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมกันไม่น้อยกว่า 55 วันของปริมาณการใช้ จากสถานการณ์ความเสี่ยงทำให้โรงกลั่นได้ตัดสินใจเพิ่มปริมาณการสำรองสูงขึ้นเป็น 64 วัน โดยไม่ได้เป็นมาตรการบังคับใดๆ จากรัฐบาล ทำให้สถานการณ์ในขณะนี้ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อประเทศและไม่ทำให้คนไทยต้องตระหนกตกตื่นจนเกินไป เพราะปริมาณสำรองโดยรวมจะค่อยเพิ่มสูงขึ้นจนอย่างน้อยน่าจะเพียงพอต่อการแก้ไขสถานการณ์ในช่วงวิกฤตได้อีก 2 เดือน
นอกจากนี้ ยังเตรียมการสำรองในขั้นต่อไปด้วยการเพิ่มการสำรองด้วยเรือสำรองน้ำมันกลางทะเล (floating storage tank) หากเห็นว่าสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤติ อย่างไรก็ตาม การงัดเอามาตรการด้านการประหยัดพลังงานออกมาใช้ควบคู่กันในช่วงนี้ก็จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคน
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ารัฐจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือ การเตรียมตัวสร้างการเก็บสำรองน้ำมันในยามฉุกเฉิน (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ซึ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังประสบกับความเสี่ยงภัยนานาประการเพิ่มขึ้น ความต้องการการเก็บสำรองน้ำมันโดยภาครัฐเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนก็ยิ่งทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
----------
(หมายเหตุ : รู้ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : การปิดช่องแคบฮอร์มุซ...สถานการณ์พลังงานโลกที่ต้องจับตามอง (จบ) : โดย ... ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) - [email protected])
----------



