
เป้าอยู่ที่ เลิกบทเฉพาะกาล
หลังจากแนวร่วมเสื้อแดงอุดมการณ์เริ่มถดถอย เพราะเหตุเผาบ้านชิงเมือง จนทำให้ต้องปรับแผนใช้แนวร่วมจัดตั้ง แต่ดูเหมือนว่า "เสื้อแดง" จะแผ่วล้า ราวกับว่า แรงเป็นพักๆ เพราะได้น้ำที่หยาดหยดเหมือนเม็ดฝนโปรยปรายเป็นระลอกๆ
อย่าไปสงสัยว่า ชุมนุมใหญ่ที่ข้างวัดไผ่เขียว เหตุใดจึงเป็นคืนเดียววันเดียวแล้วลาจาก
นั่นเพราะซีรีส์หนังยาว ราวกับหนังรักแดนกิมจิ มันถูกวางเอาไว้เป็นฉากๆ
เรื่องราวเนื้อหาบนเวทีชุมนุม นอกจากจะคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ก็เป็นเรื่องของการแก้ปมปริศนาค้างคาใจมากว่า 2 อาทิตย์ ว่าตกลง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในรถที่เสื้อแดงรุมทึ้งนั่นหรือไม่
ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่พูดกันมากว่า 2 อาทิตย์ และประเด็นที่ว่า อยู่ในรถหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นในข้อกฎหมายว่าความผิดได้สำเร็จแล้วหรือไม่ แต่เรื่องนี้ก็พยายามนำไปเป็นประเด็นในการพูด จนถึงขั้นแจกซีดี ที่ดูเท่าไหร่ก็ยังคลุมเครือ
นั่นเพราะเนื้อหาที่จะเคลื่อนไหว หากไม่พูดเรื่องเหล่านี้ จะเอาเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องประชาธิปไตย ที่ จาตุรนต์ ฉายแสง พยายามตั้งหลักให้มาอธิบายเพื่อสร้างฐาน สร้างความรู้ให้ผู้ชุมนุม มันยากไป
ที่สำคัญผลที่ออกมาก็ช้าเกินไป
แต่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เป้าหมายที่วางเอาไว้นั้น หวังเพียงยึดพื้นที่สื่อ...อันจะมีผลต่อการตรึงฐานกำลังโดยตรง
นั่นจึงทำให้กำหนดนัดก๊วนกอล์ฟ "สังสรรค์สามัคคีกอล์ฟปาร์ตี้ศิษย์เก่า 111+37 = เพื่อไทย" ชิงถ้วยทักษิณ ที่สนามกอล์ฟอัลไพน์-ยายเนื่อง เป็นซีรีส์ถัดมา เพื่อแสดงให้เห็นว่า "ทีมเอ-บี" ยังปึ้ก และพร้อมที่จะหวนคืนเวทีอีกครั้งเมื่อโอกาสเปิด
"มุก" ก็มีอยู่แค่นี้ !
แต่ที่ทำให้เรื่องราวยืดเยื้อกันต่อ ก็เพราะทีมงานรัฐบาล ที่เด้งเหมือนกับถูกเข็มแทงก้น
พูดเรื่อง อภิสิทธิ์ ไม่ได้อยู่ในรถเมื่อไหร่ ก็สวนกลับมาให้ได้เฮกันเมื่อนั้น
ทั้งที่รู้อยู่ว่าพูดเป็นพันหนแล้ว แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลมาตอบโต้ชี้แจง
เมื่อให้ค่า ให้ราคากับการกล่าวหาทั้งบนเวที และนอกเวที สุดท้ายเมื่อการเมืองเดินทางไปถึงจุดที่วิกฤติ ซึ่งมองกันว่า จังหวะที่จะต้องตัดสินใจว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็น่ากลัวว่า อาการเด้งรับอย่างรุนแรง จะกลายเป็นผลข้างเคียงที่ทำให้รัฐบาลเดินอย่างลำบาก
เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า มาตรา 190 นั้น สร้างความอึดอัด คับข้องใจให้แก่รัฐบาลมากเพียงใด
การทำสัญญาทุกอย่าง รวมทั้งการเจรจาค้าขาย หากเป็นในนามรัฐบาล ก็ต้องเจอกับมาตรานี้เข้าแบบเต็มๆ
ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็จ้องตาเป็นมันที่จะปลดล็อก มาตรา 237 เพื่อให้ความผิดของกรรมการบริหารพรรคในคดีเลือกตั้ง ไม่ถึงขั้นต้องยุบพรรค
ถ้ารัฐบาลเปิดประตูเพื่อเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ ก็ต้องเจอกับเงื่อนไขแก้มาตรานี้
ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมนักการเมือง เป็นเรื่องที่หากแถมได้ก็เอา แถมไม่ได้ ก็ไปออกกฎหมายกันภายหลัง
สำหรับเสื้อแดง และหลายคนในบ้านเลขที่ 111+37 ก็คิดไม่ต่างกัน
แต่ที่เพิ่มไปกว่านั้นก็คือ บทเฉพาะกาล มาตรา 309
เพราะมาตรานี้ บัญญัติว่า "บรรดาการกระทำใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังการประกาศรัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้น และการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้"
ใครก็รู้ว่า บทเฉพาะกาลมาตรานี้ตราขึ้นมาเพื่อรองรับการกระทำของ คมช.
ใครก็รู้ว่า คมช.ยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ จากนั้นแต่งตั้ง คตส.มาตรวจสอบหาการทุจริต จนกระทั่งมีการดำเนินคดีทักษิณ และรัฐมนตรีอีกหลายคน
รวมทั้งคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ทักษิณถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี เพราะไปกระทำการขัดกับมาตรา 100 ของกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ออกตามรัฐธรรมนูญปี 2540
เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ความพยายามสร้างซีรีส์การเมืองให้เกิดขึ้น แม้จะไม่ยืดเยื้อ แต่ก็เกิดขึ้นหลากหลาย สม่ำเสมอ นั้นมีขึ้นเพื่ออะไร
เรียกได้ว่า รัฐบาลตัดริบบิ้นไขกุญแจเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ ก็เท่ากับจุดชนวนชุมนุมใหญ่เรียกร้องให้ยกเลิก มาตรา 309 เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปสู่จุดที่ยังไม่มี คมช.ในทันที
ตรงกับข้อเรียกร้องที่ ทักษิณ พูดผ่านวิดีโอลิงก์ เป๊ะ !
"ไปเริ่มต้นกันใหม่ตรงจุดที่ยังไม่มี คมช."



