ข่าว

สื่อเลือกข้างข่าวและขยะ

สื่อเลือกข้างข่าวและขยะ

15 มี.ค. 2555

สื่อเลือกข้างข่าวและขยะ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก

             เหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีพ.ศ.2535 ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลวของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในอันที่จะสืบสานอำนาจเผด็จการจากคณะรัฐประหาร รสช. พร้อมกับเลือดเนื้อ ชีวิตของประชาชนจำนวนหนึ่ง นอกจากจะส่งผลกระทบต่อกองทัพอย่างรุนแรง ถึงขนาดทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกไปเดินตามท้องถนนระยะหนึ่งแล้ว
 
             ยังสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนอย่างหนักหน่วง
 
             โดยเฉพาะ "สื่อกระแสหลัก" อันหมายถึง โทรทัศน์ซึ่งมีอยู่เพียงช่อง 3 5 7 9 และ 11 ในเวลานั้น วิทยุกระจายเสียง ที่ล้วนอยู่ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย รวมทั้ง หนังสือพิมพ์ ซึ่งแม้จะมีเอกชนเป็นเจ้าของก็ตามที แต่กลับกลายไปเป็นเครื่องมือ กระบอกเสียงให้แก่อำนาจรัฐ เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนกันหน้าตาเฉย
 
             ไม่เว้นยักษ์ใหญ่หรือคนแคระ คุณภาพสุดยอดหรือเฮงซวย 18 อรหันต์ หรือนักปฏิวัติวิชาชีพสื่อ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ยิ่งสุดใหญ่ หรือสุดยอดนี่แหละ ตัวดีนักแล
  
             วิกฤติการณ์ครั้งนั้น ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องต้องการให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งรวมถึงประเด็นเกี่ยวด้วยสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย
  
             นำไปสู่การพูดถึง สื่อเสรี สื่อทางเลือก กันอย่างกว้างขวางในขณะนั้น เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในการตรวจสอบ ถ่วงดุลกับอำนาจรัฐอีกทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากองค์กรอิสระ
  
             สื่อเสรี สื่อทางเลือกผลิดอกเบ่งบานสะพรั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีทีวีดาวเทียม เอเอสทีวี เป็นกระบอกเสียงสำคัญ
  
             จากทีวีจอเหลือง ก็มีทีวีจอแดงเป็นกระบอกเสียงให้แก่แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ตลอดจนพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลในปัจจุบัน มีวอยซ์ทีวีของนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือล่าสุด ทีวีจอน้ำเงิน และทีวีจอฟ้า ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้แก่พรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายค้าน ฯลฯ
 
             ต่างฝ่ายต่างใช้สื่อในมือตนเป็นอาวุธ ในการทำสงครามก่อการร้ายฝ่ายตรงกันข้าม ทำลายล้างกันทางการเมือง
 
             สิ่งที่นำเสนอออกมาผ่านสื่อของแต่ละฝ่าย เกือบทั้งสิ้นล้วนเป็นเรื่องของความเห็น ผ่านการพูดจาให้สัมภาษณ์ การตั้งโต๊ะนั่งวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงกันข้ามโดยสามเกลอสวมเสื้อแต่ละสี แต่ละฝ่ายมุ่งที่จะนำเสนอความเห็นของฝ่ายตัวเองแต่เพียงข้างเดียว โดยมิได้แยแสสนใจความถูกต้องเป็นจริงว่าจะเป็นเช่นไร
 
             นกบินผ่านมาอยู่เบื้องหน้า ถ้าฝ่ายหนึ่งบอกว่าช้าง อีกข้างก็ต้องบอกว่าวาฬ ไม่มีหรอกที่จะบอกเป็นนก
 
             ใครไปสื่อสาร รายงานข่าว สอดแทรกความคิดเห็นเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากช้างกับวาฬ แม้กระทั่งบอกว่าเป็นนกก็ไม่ถูกต้อง หาว่าไม่เป็นกลาง ไม่สอดคล้องต้องด้วยหลักวิชาชีพ หรือจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชน
 
             ที่เป็นเช่นนั้น เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือ การใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อกรอกหูแหกตามวลชนของตัวเอง โดยคนดูผู้ฟังก็เต็มอกเต็มใจ เลือกที่จะรับข่าวสาร ฟังความข้างเดียวเสียด้วย
 
             มิหนำซ้ำ ทั้งๆ ที่ตัวเองเลือกข้าง ไม่ได้มีความเป็นกลางแต่อย่างใดอยู่นั้น กลับอดรนทนไม่ไหว เที่ยวเกะกะระราน  กล่าวหาคุกคามอีกฝ่าย  โดยอ้างเหตุผล เรียกร้องต้องการความเป็นกลางจากคนอื่น
 
             เจตนารมณ์ของสื่อเสรี สื่อทางเลือก ที่เคยมุ่งหวังจะเห็นเป็นช่องทางในการนำเสนอความจริง เพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจรัฐ เป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพให้แก่ประชาชน กลายเป็นหมันสื่อทางเลือกก็เลยมีแต่สื่อเลือกข้าง  สิ่งที่นำเสนอ อ้างว่าข่าว แท้จริงก็แค่ขยะ