ข่าว

น้ำ...

น้ำ...

15 มี.ค. 2555

น้ำ...: กระจกเงา โดย อัศศิริ ธรรมโชติ

             “ถึงเป็นหยดน้ำน้อยเม็ดทรายนิด ยังรังสฤษดิ์สมุทรสินธุ์แผ่นดินใหญ่
             เพียงเวลานาทีที่ผ่านไป    กลายเป็นอายุขัยนิรันดร”
 
             ช่วงน้ำท่วมบ้านขณะขนข้าวของผมเจอกลอนชิ้นนี้เข้าโดยบังเอิญ แต่ไม่ทราบว่าใครแต่งขอนำมาลงไว้เพราะได้อธิบายถึงที่มาที่ไปของแผ่นดินและน้ำได้ดี และมีความไพเราะมาก
 
             ตำราบอกว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ 2 ใน 3 ส่วนเป็นน้ำทะเลและมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเริ่มต้นขึ้นในน้ำและอยู่ในน้ำมานานนับเป็นพันล้านปีก่อนที่จะก้าวขึ้นบกเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบันนี้
 
             ในร่างกายมนุษย์เรามีน้ำอยู่มากร้อยละ 70
 
             โบราณถือว่า น้ำเป็นธาตุหนึ่งในบรรดาธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ต่อมาพบว่าที่จริงแล้ว น้ำเป็นสารประกอบที่เกิดจากธาตุไฮโดรเจนกับออกซิเจนรวมกัน น้ำถือเป็นสารประกอบที่มีมากที่สุดในโลก และมีทั้งที่เป็นคุณและเป็นอันตรายหนักหนา
 
             น้ำทำให้เกิดคลื่นสึนามิและเกิดอุทกภัย คือเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองไทยเราได้เจอมาแล้วทั้ง 2 อย่าง
 
             ใครที่บ้านอยู่กรุงเทพฯ และน้ำเข้าท่วมบ้านเมื่อปลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ นั้น น้ำไม่ได้เข้าโจมตีกรุงเทพฯ อย่างถอนรากถอนโคน แต่แบบว่าค่อยๆ เข้าโอบล้อมดักหน้าตลบหลังกรุงเทพฯ เหมือนว่าจะนวดเมืองกรุงเทพฯ ให้บอบช้ำไปเรื่อยๆ จนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้
 
             แล้วที่สุดทั้งเมืองก็ต้องกลายเป็นอัมพาตไป
 
             น้ำเหมือนสิ่งมีชีวิตที่บุกจู่โจมเข้ามาในทุกทิศทุกทาง ทั้งจากบนดิน ใต้ดิน โผล่ขึ้นมาตามท่อและซอกรูต่างๆ ราวกับงูเลื้อยขึ้นมาส่งเสียงขู่ฟ่อๆ น้ำมาเร็วและแรงชั่วเวลาไม่นานทุกอย่างก็จมอยู่กับน้ำ
 
             น้ำทำให้ถนนกลายเป็นคลอง ทำให้รถกลายเป็นเรือ ทำให้ทุ่งนากลายเป็นทะเลสาบและทำให้เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เกือบจะเป็นเมืองร้าง เมื่อชุมชนหมู่บ้านกลายเป็นห้วยหนองคลองบึง มีแต่คนอพยพหนี
 
             และน้ำทำให้นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศต้องร้องไห้
 
             ว่าน้ำก็หาทางกลับบ้านคือทะเลและมหาสมุทร ใครที่คิดขวางทางน้ำจะเป็นการกระทำที่สูญเปล่า น้ำสอนให้เรายอมรับทางที่ดีควรเรียนรู้และอยู่กับน้ำให้ได้จะเป็นการดีกว่า
 
             น้ำท่วมใหญ่เมืองไทยปี พ.ศ.2554 ที่เรียกกันว่า เป็นมหาอุทกภัยหรือว่ามหาพิบัติภัยนั้น ตามรายงานสรุปว่ามีคนเดือดร้อนมากกว่า 13 ล้านคน ในกว่า 40 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 744 คน มีผู้สูญหาย 3 คนย ทั้งมีบ้านเรือนเสียหายนับเป็นแสนหลัง
 
             มีไร่นาการเกษตรมากกว่า 11 ล้านไร่ และถนนมากกว่าหมื่นสายที่จมอยู่ใต้น้ำ ประเมินความสูญเสียในทางเศรษฐกิจธุรกิจแล้วเป็นมูลค่ามากถึง 1.4 ล้านล้านบาท
 
             ก็ควรอยู่หรอกที่นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศต้องร่ำไห้ถึง 3 ครั้งภายในสัปดาห์เดียว
 
             ฝรั่งวิจารณ์ว่า น้ำท่วมเมืองไทยเกิดจากฝีมือมนุษย์ ไม่ได้มาจากปริมาณน้ำฝน แต่มาจากการบริหารจัดการน้ำ และการวางผังเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพมากกว่า
 
             รัฐบาลสู้ภัยน้ำทั้งด้วยกระสอบทราย อิฐบล็อก บิ๊กแบ็ก รวมทั้งเรือตังเก รถบรรทุกหนัก แบ็กโฮ จนถึงเฮลิคอปเตอร์ โดยคิดว่า “เอาอยู่” แต่ทุกอย่างก็เหลว
 
             ทีวีก็ช่วยได้แค่แจกสิ่งของกับเปิดเพลงมิวสิกวิดีโอปลอบใจคนที่ลอยคออยู่ในน้ำ
 
             มีคนจมน้ำตาย มีคนถูกไฟช็อตตาย มีไก่กับหมูที่จมน้ำตายไปต่อหน้าแบบยกฟาร์ม และมีจระเข้หลุดจากบ่อออกมาอาละวาด อันเป็นธรรมเนียมปกติของน้ำท่วมในเมืองไทย และปีนี้อาจมีอีก
 
             ถ้าเป็นนายกฯ หญิงคนเดิมก็อาจทำได้แค่ร้องไห้ให้เราเห็นกันอีก
 
             น้ำท่วมใหญ่ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้จักคลองกันมากขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่าคลองประปาจะต้องช่วยกันรักษาความสะอาดไว้อย่างไร และคลองรังสิตนั้นก็ไม่ได้มีไว้แค่ขายก๋วยเตี๋ยวเรืออย่างเดียว
 
             อนึ่ง ในแง่คุณูปการ น้ำถือเป็นต้นกำเนิดของทุกชีวิตและหล่อเลี้ยงทุกชีวิตให้ข้าวปลาอาหารน้ำมานับตั้งแต่แรกเกิด น้ำมีพระคุณใหญ่หลวงและคนไทยทุกรุ่นต่างก็ยกน้ำให้เป็น “แม่” เรียกกันว่าแม่น้ำตลอดมา
 
             ใครที่สนุกปากชอบเรียกน้ำว่า “น้องน้ำ” ปีนี้ให้ระวังไว้ น้ำอาจจะท่วมมิดหลังคาบ้านหรือว่าต้องลอยคออยู่ในน้ำ