
'เจ๊เกียว'ลั่นขึ้นค่าโดยสาร1เม.ย.นี้
'เจ๊เกียว'ประกาศขึ้นค่าโดยสาร 1 เม.ย.อีก 6ส.ต./กม. ยอมจ่ายค่าปรับดีกว่าแบกภาระขาดทุนหนัก พร้อมจ่าย1.4ล้านให้เหยื่อรถทัวร์
14 มี.ค.55 นางสุจินดา เชิดชัย หรือ เจ๊เกียว นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร กล่าวว่า หากไม่ได้รับการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารจากกระทรวงคมนาคมตามที่ขอในวันที่1 เม.ย.นี้ จะปรับขึ้นค่าโดยสารเองในอัตรา 6 สตางค์/กม.โดยไม่สนใจผลการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกลาง เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถแบกภาระต้นทุนได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีประชาชนเดินทางกลับต่างจังหวัดจำนวนมาก และทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนหนักทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสุจินดาได้เดินทางเข้ามานั่งรอขอเข้าพบ นายจารุพศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เพื่อทวงถามเรื่องการขอปรับขึ้นค่าโดยสาร ตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00 น. โดยระหว่างที่รอเข้าพ บนางสุจินดา ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่รอมติคณะกรรมการฯ โดยจะปรับค่าโดยสารขึ้นเองเลย กิโลเมตรละ6สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป
"เจ๊เกียว"จ่าย1.4ล้านให้เหยื่อรถทัวร์
เมื่อ เวลา 10.00 น. นางสุกัญญา ภาคพิทักษ์ และน.ส.อำภาภรณ์ หรือ กชพร นวลละออง ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารปรับอากาศของบริษัทราชสีมาทัวร์ชนประสานงากันเอง เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2552 พร้อมด้วย นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสาเพื่อผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมเจ้าพนักงานบังคับคดี เดินทางมาที่บริษัทขนส่ง จำกัด (หมอชิตใหม่) เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินของ บริษัทขนส่ง จำกัด ในฐานะจำเลยร่วม และในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งรวมทั้งเป็นผู้อนุญาตให้บริษัทรถร่วมดำเนินการรับส่งผู้โดยสารจากอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารปรับอากาศหมายเลขทะเบียน 10-5593 นครราชสีมา ของบริษัทราชสีมาทัวร์ จำกัด เดินทางจาก จ.นครราชสีมา เข้ากรุงเทพฯ ผู้ขับขี่หลับในทำให้รถเสียหลัก แล่นข้ามเกาะกลางถนน ไปเฉี่ยวชนทับรถยนต์กระบะของประชาชน และยังไปพุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศหมายเลขทะเบียน 10-4427 นครราชสีมา ของบริษัทราชสีมาทัวร์เช่นกัน ที่วิ่งมาในเส้นทางตรงกันข้าม จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 50 ราย
นางสุกัญญา ซึ่งเป็นผู้โดยสารรถโดยสารปรับอากาศคันที่วิ่งจากจังหวัดนครราชสีมาปลายทางกรุงเทพฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งสองได้ยื่นฟ้องบริษัทเชิดชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด ในฐานะเจ้าของรถร่วม เป็นจำเลยที่ 1 บริษัทราชสีมาทัวร์ จำกัด ในฐานะผู้ทำสัญญารถร่วมบริการรถโดยสารกับ บขส. เป็นจำเลยที่ 2 และบริษัทขนส่ง จำกัด ในฐานะผู้อนุญาตให้บริการรถร่วม เป็นจำเลยที่ 3 เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 4,285,230.28 บาท และ 407,493 บาท ตามลำดับ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2553 ที่ศาลแพ่ง รัชดาภิเษก
ต่อมาศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่ นางสุกัญญาเป็นเงิน 1,142,803 บาท เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2553 ส่วนนางสาวอำภาภรณ์ หรือ กชพร ศาลพิพากษาให้ได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน 128,770 บาท เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2554 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จสิ้น ทั้ง 2 คดี ผู้เสียหายได้ติดตามทวงถามค่าเสียหายตามคำพิพากษากับจำเลยทั้งสามมาโดยตลอด แต่จำเลยทั้งสามกลับเพิกเฉย ผู้เสียหายทั้งสองจึงจำเป็นต้องดำเนินการยึดทรัพย์ บังคับคดี
ล่าสุด ผลการเจรจาบริษัทเชิดชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด บริษัทราชสีมาทัวร์ จำกัด และบริษัทขนส่ง จำกัด ยินยอมจ่ายค่าเสียหายให้กับ นางสุกัญญา เป็นเงิน 1,329,461 บาท (รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตั้งแต่วันฟ้องคดี จนถึงวันจ่ายเงิน) และจ่ายค่าเสียหายให้กับ น.ส.อำภาภรณ์ เป็นเงิน 158,058 บาท (รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตั้งแต่วันฟ้องคดี จนถึงวันจ่ายเงิน)
นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสาเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะทนายความผู้รับผิดชอบทั้ง 2 คดี กล่าวว่า ผู้เสียหายในเหตุการณ์นี้ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจำนวน 8 ราย เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง 5 ราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 ซึ่ง 3 รายเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้สำเร็จ แต่สำหรับ 2 รายนี้จำเลยต่อสู้ในชั้นสืบพยาน จนมีคำพิพากษาในปลายปี 2553 และต้นปี 2554 ตามลำดับ ซึ่งนับแต่มีคำพิพากษาจำเลยทั้ง 3 ก็เพิกเฉย บ่ายเบี่ยง ไม่เร่งรีบดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหายให้กับผู้บริโภค ยังคงปล่อยให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งจำเลยจะรู้ตัวว่าสิ้นสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาก็ไม่ติดต่อเพื่อดำเนินการจ่ายค่าเสียหายตามคำพิพากษาแต่อย่างใด การปล่อยปละละเลยในทุกขบวนการ ขั้นตอนเยียวยาของจำเลยในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรม จึงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายจำเป็นต้องให้กระบวนการยึดทรัพย์สิน มาขายทอดตลาดเพื่อเยียวยาความเสียหายให้กับตนเอง
น.ส.อำภาภรณ์ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรง ตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่จำเลยทั้งสามไม่เคยเข้ามาดูแลเลย ที่ผ่านมาต้องสูญเสียทั้งอาชีพและอนาคตทางธุรกิจเพราะช่วงบาดเจ็บไม่สามารถดูแลกิจการได้ต้องตัดสินใจปิดกิจการ ทั้งที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว พอตนเองเรียกร้องค่าเสียหายก็ถูกเหยียดหยาม ดูหมิ่นว่าเรียกร้องเกินสมควร จำเลยเองก็ยื่นข้อเสนอมาชดเชยแค่หลักพันเท่านั้น นอกจากนี้ขั้นตอนกระบวนการฟ้องร้องก็เนิ่นนานมีอุปสรรคหลายอย่างเป็นเป็นคดีแรกๆที่ใช้กฎหมายผู้บริโภค ตั้งแต่ยื่นวินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ต้องรอเกือบปี พอมีคำพิพากษาก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องรออีกยาวนานเป็นปี ตนเองจึงตัดสินใจใช้กระบวนการยึดทรัพย์บังคับคดีกับจำเลยทั้งสาม
น.ส.สวนีย์ ฉ่ำเฉลียว เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นจนถึงวันนี้คือวันที่ 14 มีนาคม 2555 ก็ยังคงมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุจากข่าวในส่วนของรถร่วมบริการและรถ บขส. พบว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 205 ครั้ง เป็นรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 165 ครั้ง รถตู้โดยสาร จำนวน 40 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,239 คน และเสียชีวิต 222 ราย บขส. ก็ยังไม่มีมาตรการในการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
“ในคดีนี้ถือว่า บขส.เองก็ปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบบริษัทรถร่วมที่เข้าทำสัญญาว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ คือปล่อยให้บริษัทราชสีมาทัวร์ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทร้างเข้ามาทำสัญญารถร่วม ไม่เพียงเท่านั้นรถทัวร์โดยสารปรับอากาศทั้ง 2 คัน ยังไม่มีการจัดทำประกันภัยภาคสมัครใจเพื่อคุ้มครองผู้โดยสารแต่อย่างใด มีเพียงประกันภัยภาคบังคับ หรือ พรบ.รถยนต์ ที่รถทุกคันแม้แต่รถจักรยานยนต์ก็ต้องจัดทำเท่านั้น ก่อนที่รถโดยสารจะแล่นให้บริการจากสถานีขนส่ง บขส.ยังขาดการกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานของพนักงานขับรถ ว่ามีสมรรถภาพเหมาะสมที่จะให้บริการหรือไม่ จนทำให้เกิดการหลับในไม่สามารถบังคับรถได้ รวมทั้งสภาพของรถโดยสารที่อุปกรณ์ชำรุดบกพร่องล้อยางรถยนต์ไม่มีดอกยาง ไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้ ดังนั้นทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอยื่นข้อเสนอกับทาง บขส. เพื่อยกระดับด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะในวันนี้" น.ส.สวนีย์ กล่าว



