
นายกฯ หนุนเดินหน้า"ภาษีที่ดิน"แจงรายได้เป็นประเด็นรอง-"กรณ์"รอจังหวะชงครม.
นายกฯ หนุนเก็บภาษีที่ดิน เพื่อให้ความเป็นธรรมในสังคม ส่วนเรื่องรายได้มองเป็นเรื่องรอง ส่วนภาษีมรดกช้าเพราะต้องรอบคอบ "กรณ์" รอจังหวะชงเข้าครม. ยันปีนี้ยังไม่มีผลแน่ ด้านหอการค้าเตรียมหารือ 3 สมาคมอสังหาฯ ถึงผลกระทบ คลังจี้ธปท.ดูแลค่าเงินบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายการจัดเก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า เป็นนโยบายที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูดมาตั้งแต่ต้นรัฐบาล เพียงแต่เป็นภาษีใหม่ ต้องทำเป็นกฎหมาย และมีรายละเอียดค่อนข้างมากคงต้องใช้เวลา ซึ่งการเก็บภาษีดังกล่าวจะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นในสังคม เรื่องรายได้อาจจะเป็นเรื่องรอง ส่วนภาษีมรดกนั้น ตัวกฎหมายและการวางระบบต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะในหลายประเทศระยะหลังมีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างมาก จึงอาจเจอปัญหาเหมือนกันว่าจะจัดเก็บได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมีวิธีหลบเลี่ยงได้
"ภาษีทรัพย์สินน่าจะทำได้เร็วกว่า เพราะเราศึกษามาหลายรอบแล้ว เพียงแต่ทำไม่สำเร็จเสียที ครั้งนี้คิดว่าน่าจะต่อยอด และทำได้สำเร็จ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ช่วยท้องถิ่นด้วย เพราะเป็นแหล่งรายได้ของท้องถิ่นที่สำคัญที่สุด" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเรียบร้อยแล้ว รอเพียงเวลาการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตนจะหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว
"กฎหมายดังกล่าวถือเป็นความตั้งใจแต่แรกของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้เสียภาษีในระบบ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังมีขั้นตอนอีกมากและการจัดเก็บจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้แน่นอน" นายกรณ์กล่าว
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ สภาหอการค้าจะเชิญภาคเอกชน 3 สมาคม คือ สมาคมบ้านจัดสรร, อสังหาริมทรัพย์ และอาคารชุดไทย รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆ เข้าร่วมหารือถึงนโยบายปรับขึ้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าร่วมหารือพร้อมหาข้อสรุปเพื่อนำรัฐบาล
"หลายคนบอกว่าภาษีที่ดินคือเผือกร้อนของทุกรัฐบาล แต่ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าผลศึกษาหรือมีข้อสรุปตรงกันว่าฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะนำมาใช้นั้นมีประโยชน์และถึงเวลาแล้ว และประเทศชาติได้ประโยชน์ก็น่าจะมีการกล้าตัดสินใจ" นายดุสิต กล่าว
นายกรณ์ยังกล่าวถึงการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องว่า ขณะนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก โดยไตรมาสแรกของปีนี้บวกกว่าหมื่นล้านบาท ย่อมส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทให้ปรับค่าแข็งขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องดูว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ โดยต้องดูให้ครบถ้วน และควรเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคด้วย ลำพังแค่เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนั้นไม่เพียงพอ



