ข่าว

'สมช.'ระบุไทยยังเสี่ยงเป้าก่อการร้าย

'สมช.'ระบุไทยยังเสี่ยงเป้าก่อการร้าย

14 มี.ค. 2555

ครม.รับทราบ 3 เเนวทางต่อต้านก่อการร้าย สมช. ระบุไทยยังมีเเนวโน้มเกิดเหตุเพราะชาวต่างชาติบางกลุ่มยังจ้องลงมือ "ยิ่งลักษณ์" สั่งผู้ว่าฯรายงานตรง"ยงยุทธ-นิวัฒน์ธำรง" ปัญหาม็อบ-อุบัติเหตุใหญ่ เผยที่ผ่านมารับรายงานมั่ว ชี้จากนี้ไปต้องบูรณาการ ครม.เห็นชอบเยีย

            13มี.ค.2555 แหล่งข่าวกล่าวว่า การประชุมครม.วันที่ 13 มี.ค.นี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้รายงานสรุปผลการประชุมการข่าวเพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์การก่อการร้ายให้ ครม.รับทราบ โดยพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี   เลขาธิการ สมช.รายงานผลการประชุมด้านการข่าวเพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ก่อการร้ายในสามประเด็น ว่า 1.เลขาธิการสมช.รายงานความคืบหน้าเหตุระเบิดกทม.วันที่ 14 ก.พ.โดยฝีมือคนร้ายชาวอิหร่านว่า  คดีมีความคืบหน้ามาก โดยเฉพาะการขอตัวนายมาซุด  เซดากัส ซาเดห์  ผู้ต้องหาชาวอิหร่านในคดีก่อการวางระเบิดในกทม.และหลบหนีจากไทยออกไปมาเลเซีย   โดยไทยส่งข้อมูลไปแล้วเพื่อขอตัวกลับมาดำเนินคดีในฐานะผู้ก่อการร้ายข้ามแดน แต่มาเลเซียขอเอกสารเพิ่มเติมของนายมาซุดบางเรื่องจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย หากมาเลเซียได้รับแล้วจะส่งตัวนายมาซุดกลับมาให้ไทยทันที เพราะมาเลเซียร่วมมือกับไทยเป็นอย่างดี แต่บางคนอาจพูดโจมตีมาเลเซียในเรื่องนี้ 

             แหล่งข่าวกล่าวว่า 2.เลขาธิการสมช.ยังรายงานแนวทางการควบคุมและวัสดุกลไกที่จะใช้ในการก่อเหตุร้าย โดยเรื่องนี้มีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบภายใต้กฎหมายหมายฉบับ จึงทำให้การติดตามการดำเนินการเรื่องนี้ขาดเอกภาพ ครม.จึงมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกวดขันเข้มงวดในเรื่องนี้ให้เป็นระบบ

             3.เลขาธิการสมช.ยังรายงานว่า แนวโน้มการก่อเหตุร้ายในไทยนั้น  จากกรณีที่ไทยจับกุมคนร้ายชาวต่างชาติที่เข้ามาก่อเหตุในไทยได้สองครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดเหตุในไทยลดลงไปมากอย่างมีนัยยะสำคัญ   แต่ยังมีชาวต่างชาติที่ยังขัดแย้งกันและอาจใช้วิธีการรุนแรงต่อกลุ่มคนหรือกลุ่มเป้าหมาย  จึงทำให้ไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุร้าย ด้วยเหตุนี้จึงต้องให้หน่วยงานความมั่นคงเข้มงวดการดำเนินการตรวจสอบต่างๆดังนี้ 1. การตรวจตราติดตามชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในไทย 2.การติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่สำคัญ 3.การรักษาความปลอดภัยของบุคคลและสถานที่สำคัญ 

             4.การกวดขันการทำพาสสปอตปลอม 5.การบูรณาการข่าว 6.การประสานงานกับต่างประเทศ


"ยิ่งลักษณ์"สั่งผู้ว่าฯรายงานตรง"ยงยุทธ-นิวัฒน์ธำรง"ม็อบ-อุบัติเหตุใหญ่

             แหล่งข่าวจากที่ประชุมครม.เปิดเผยว่าการประชุมครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ย้ำในที่ประชุมว่า ต่อจากนี้ไปหากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ  ผู้ว่าฯจังหวัดนั้นๆต้องรีบรายงาน  เช่น เหตุปิดถนนสาย304 , อุบัติเหตุใหญ่ ๆ เช่นรถบัสสายจันทบุรี-บุรีรัมย์  แต่ที่ผ่านมามีรายงานเข้ามาถึงนายกฯหลายสาย ไม่เป็นเอกภาพและล่าช้า  จนไม่รู้ว่าจะยึดรายงานของใครเป็นหลักในเหตุการณ์นั้น ๆ  ฉะนั้นนายกฯต้องการบูรณาการการรายงาน ประสานการช่วยเหลือและแก้ไขเหตุการณ์ใหม่ทั้งหมด 

             แหล่งข่าวกล่าวว่า นายกฯระบุว่าจากนี้ไปหากเกิดสถานการณ์สองหมวดต่อไปนี้คือ  1.การปิดถนนจากความไม่พอใจหรือการเสนอข้อเรียกร้องต่าง ๆ 2.อุบัติเหตุขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ผู้ว่าฯทุกจังหวัดต้องรายงานต่อส่วนกลางอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลบูรณาการข้อมูลและแก้ไขสถานการณ์เพื่อจำกัดวงผลกระทบที่มีต่อประชาชนให้น้อยที่สุด 

             แหล่งข่าวกล่าวว่า นายกฯกล่าวว่า โดยต่อจากนี้ไปจังหวัดต้องรายงานสถานการณ์กับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ  อย่างรวดเร็วและไม่ผิดพลาดก่อนที่จะเสนอรายงานสถานการณ์ต่อนายกฯ  โดยการประชุมครม.วันที่ 6 มี.ค.นั้น นายกฯเคยบอกกับครม.แล้วว่าหากมีม็อบเกิดขึ้นในจังหวัดใด ผู้ว่าฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องไปแก้ไข


ครม.เห็นชอบร่างระเบียบเยียวยาเหยื่อไฟใต้ตาม กพต.เสนอ

             พร้อมกันนี้ ครม.ได้รับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ตามที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธาน กพต.เสนอร่างระเบียบ กพต.ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย และผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ... และร่างประกาศ กพต.ว่าด้วยอัตราค่าช่วยเหลือเยียวยา โดยมอบหมาย ศอ.บต. หารือกับกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับความครอบคลุมของวัตถุประสงค์ของกองทุนที่รับโอนมาจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ให้ครอบคลุมสาระตามระเบียบดังกล่าว

             อย่างไรก็ตาม ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนจะเข้าใจว่าทุกกรณีจะได้รับการเยียวยาเป็นเงิน 7.5 ล้านบาท จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น ระดับของความเสียหาย ลักษณะของการกระทำ เจตนาของการกระทำ จำนวนเงินที่จะได้รับเยียวยา วิธีการเยียวยา ชณะที่ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นเช่นกันว่ายังขาดสาระสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการ เช่น ต้องมีการยื่นคำร้องขอหรือไม่ หรือฝ่ายเจ้าหน้าที่สามารถยกเรื่องขึ้นพิจารณาได้เอง รวมทั้งการกำหนดคำนิยามคำว่า “ผู้ได้รับความเสียหาย” และประเด็นมีผลใช้บังคับย้อนหลังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไปนั้น เพื่อมิให้เกิดการโต้แย้ง อาจใช้วิธีการเขียนเป็นบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ ครม.ได้ให้รับความเห็นดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุง