
เหนือขายยาพ่วง'อาวุธ'ทหารใต้ผวาm79
ชายแดนเหนือขายยาพ่วง'อาวุธ' ทหารใต้ผวาโจรใช้เอ็ม79-อาร์พีจี : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
นอกจากแหล่งทุนจากการค้ายาเสพติดจะเป็นเชื้อปะทุชั้นดีในการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว การค้า "อาวุธสงคราม" ยังเป็นทั้งของแถมในการค้ายา และเป็นเขี้ยวเล็บของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ใช้ก่อกวน และลอบสังหารเจ้าหน้าที่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการค้าสิ่งผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แต่เดิมอาวุธที่กลุ่มก่อความไม่สงบใช้ อย่างมากก็เพียงอาวุธปืนยาว เช่น อาก้า และเอ็ม 16 รวมทั้งการลอบสังหารด้วยระเบิดชนิดต่างๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า กลุ่มก่อความไม่สงบมีเขี้ยวเล็บที่น่ากลัว และหาทางป้องกันได้ยากมากขึ้น
โดยเฉพาะการก่อเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง เช่น เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ที่สามารถซุ่มยิงได้จากทุกทิศทางรอบฐานที่ตั้งของทหาร ซึ่งถ้าวัดจากระยะทำการประมาณ 450 เมตรแล้ว คนร้ายมีเวลาเหลือเฟือที่จะหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ แถมการยิงแต่ละครั้งยังสร้างความสูญเสียเป็นวงกว้างอีกด้วย
การข่าวความมั่นคงพบว่า อาวุธสงครามร้ายแรงอย่างเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ถูกลำเลียงมาจาก 2 แหล่งหลัก คือ 1.ชายแดนด้านตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งค้าอาวุธรายใหญ่ และ 2.ชายแดนด้านทิศเหนือ เนื่องจากชนกลุ่มน้อยมีความต้องการใช้อาวุธลดลง หลังจากมีการเจรจาสงบศึก และประเทศมีแนวโน้มที่จะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
แนวโน้มการลำเลียงอาวุธสงครามลงใต้ดังกล่าว สอดคล้องกับการจับกุมอาวุธสงครามลอตมหาศาลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่สนธิกำลังกับตำรวจและทหารเข้าจับกุมเมื่อเดือนธันวาคม 2554 และเพิ่งนำของกลางมาแถลงข่าวเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2555
สำหรับของกลางลอตดังกล่าว ประกอบด้วย 1.กระสุนปืนอาร์พีจี 7 จำนวน 36 นัด 2.ดินส่งอาร์พีจี 7 จำนวน 36 แท่ง 3.ลูกยิงเครื่องยิงลูกระเบิด ปืน ค. ขนาด 60 มม.จำนวน 64 นัด 4.ลูกกระสุนปืน เอ็ม 79 และเอ็ม 203 จำนวน 144 นัด และ 5.กระสุนปืนเล็กยาว (ปลย.) ขนาด.88 จำนวน 1,437 นัด
ทว่า การข่าวความมั่นคงทราบว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าจับกุมนั้นมีลูกระเบิดเอ็ม 79 กว่า 350 นัด ถูกส่งลงไปในพื้นที่ภาคใต้เพื่อใช้ในการก่อเหตุเรียบร้อยแล้ว
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า ช่วงก่อนที่จะมีการจับยึดอาวุธสงครามลอตใหญ่มีการซื้อขายอาวุธสงครามในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออกค่อนข้างมาก โดยมักจะใช้ช่องทางใน จ.สุรินทร์ เป็นแหล่งในการซื้อขาย โดยก่อนการจับกุมดังกล่าวได้มีการติดตามพฤติกรรมของคนร้ายมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
โดยก่อนหน้านี้ได้มีการลักลอบค้าขายกัน 3-4 เดือนก่อนที่จะมีการจับกุม เพียงแต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปจับกุมได้
“ตอนนี้หน่วยงานความมั่นคงต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะหลังจากที่ชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนด้านทิศเหนือประกาศหยุดยิงกับรัฐบาลแล้ว ทำให้อาวุธสงครามที่ชนกลุ่มน้อยมีใช้อยู่ต้องทยอยขายเพื่อนำเงินมาใช้ เพราะหากเก็บไว้นานจะเสื่อมคุณภาพ จึงได้ทยอยขายให้กลุ่มค้ายาเสพติดใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ภาคใต้"
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เพราะเกรงว่าอาวุธร้ายแรงจะมีการเคลื่อนย้ายลงไปในภาคใต้ เพื่อให้กลุ่มก่อการร้ายออกมาปฏิบัติการตอบโต้เจ้าหน้าที่มากขึ้น และจะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาภาคใต้หนักขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ขณะนี้ทุกกองทัพภาคได้มีการสกัดกั้นไม่ให้อาวุธสงครามทะลักเข้ามาในประเทศ และสิ่งที่หน่วยงานด้านความมั่นคงมีความเป็นห่วง คือ เกรงว่ากลุ่มค้าอาวุธสงครามจะมีการซื้อขาย "จรวดอาร์พีจี" ที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงมากขึ้น
“ขบวนการค้ายาเสพติดจะมีการขนอาวุธสงครามผสมมากับยาเสพติดด้วย ทั้งกระสุนปืนเอ็ม 79 และกระสุนปืนขนาดต่างๆ โดยจะใช้พาหนะเป็นรถหกล้อ และสิบล้อเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ เพราะถือว่าปลอดภัยมากที่สุด และมีช่องลับมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ซึ่งแต่ละคันสามารถขนยาเสพติดได้มากถึง 2-3 ล้านเม็ดเป็นอย่างต่ำ”
ส่วน "ใบเสร็จ" ที่ยืนยันว่า อาวุธสงครามร้ายแรงอย่างเอ็ม 79 ถูกกลุ่มโจรนำมาใช้ในภาคใต้ปรากฏชัดมาตั้งแต่ปลายปี 2553 หลังการชุมนุมการเมืองที่กรุงเทพฯ และเฉพาะต้นปี 2555 ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งที่กลุ่มโจรซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79
ครั้งแรก เมื่อกลางดึกวันที่ 30 มกราคม 2555 คนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงถล่มฐานปฏิบัติการ นปพ.ฉลามทอง 04 หมู่ 2 บ้านท่าด่าน ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ครั้งที่สอง เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 คนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ถล่มฐานตำรวจชุดปฏิบัติการ สภ.หนองจิก ที่ตั้งอยู่ภายในวัดสถิตย์ชลธาร หมู่ 2 บ้านตุยง ต.บางคาวา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แต่กระสุนพลาดเป้า ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ขณะที่ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวยอมรับว่า เคยมีข่าวว่ามีการค้าอาวุธสงคราม โดยเฉพาะ "ลูกระเบิดเอ็ม 79" เข้ามาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เราก็พยายามระมัดระวัง และมีการตรวจสอบเพื่อสกัดกั้นไม่ให้อาวุธสงครามเหล่านี้เล็ดลอดเข้ามาในพื้นที่ เพราะหากเข้ามาจะยิ่งทำให้เป็นการเติมเชื้อไฟใต้ให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น และที่ผ่านมาการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายก็สามารถจับกุมอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก เราพยายามทำให้ลดน้อยลง
"กองทัพภาคที่ 4 จะต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันอาวุธสงคราม หรืออาวุธหนักเข้ามาในพื้นที่ โดยขณะนี้ได้วางสายข่าวเพื่อติดตามเคลื่อนไหว แต่การทำงานจะเน้นหนักในเรื่องใช้กฎหมายเป็นหลัก" พล.ท.อุดมชัยกล่าวถึงมาตรการป้องกันการค้าอาวุธสงคราม
พล.ท.อุดมชัยเชื่อมั่นว่า สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้จะดีขึ้น โดยเฉพาะการเข้าไปตัดวงจรการค้ายาเสพติดที่มีส่วนสำคัญทำให้ไฟใต้เกิดความรุนแรง เพราะถ้าไม่มีเงินสนับสนุนจากขบวนการค้ายาเสพติด กลุ่มก่อความไม่สงบก็จะลดน้อยลงไปตามลำดับ ส่วนการค้าอาวุธสงครามก็ถือว่าเป็นปัญหาหลักที่จะต้องแก้ไขเช่นกัน
"การประกาศหยุดยิงของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ตามแนวชายแดนจะทำให้มีอาวุธสงครามมากมาย เมื่อเขาประกาศหยุดยิงแล้ว อาวุธสงครามเหล่านี้ก็จะต้องมีการนำออกมาค้าขายเพื่อหาทุนเก็บไว้" พล.ท.อุดมชัยกล่าวแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการค้าอาวุธสงครามในอนาคต
...............
(หมายเหตุ : ชายแดนเหนือขายยาพ่วง'อาวุธ' ทหารใต้ผวาโจรใช้เอ็ม79-อาร์พีจี : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



