
อภินิหารข้าวหมกไก่(จบ)
อภินิหารข้าวหมกไก่(จบ): วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ความเดิมตอนที่แล้ว ถึงตอนที่ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เสนาธิการทหาร ได้เดินเข้าไปในสถานทูตอิสราเอล เพื่อเจรจากับผู้ก่อการร้ายชาวอาหรับที่ยึดสถานทูตอิสราเอลและจับเจ้าหน้าที่สถานทูตกับครอบครัวเป็นตัวประกัน วันนี้ก็ขอนำเรื่องราวที่ท่านทูตวิภาค ภิญโญยิ่ง ได้เขียนไว้ มาเล่าให้ฟังต่อครับ
เมื่อพวกโจรยินยอมให้คนทั้งสองเข้าไปในสถานทูตอิสราเอลได้แล้ว ท่านรัฐมนตรีชาติชายก็ได้ขอร้องกับพวกโจรว่า “วันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งของเราวันหนึ่ง เพราะคนไทยกำลังเฉลิมฉลองการสถาปนาองค์มกุฎราชกุมาร ขอเสียเถิด ขออย่าให้มีการทำลายชีวิตอันเป็นสิ่งเศร้าหมองน่าสลดใจบังเกิดขึ้นในวาระอันเป็นมงคลเช่นนี้เลย” แต่พวกโจรก็ไม่ยอมฟัง
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ชาติชาย ก็ไม่ได้ละความพยายาม และได้ชวนให้พวกโจรนั่งลงร่วมโต๊ะเจรจาที่ชั้นล่างของสถานทูตอิสราเอล ซึ่งตอนนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ท่านทูตวิภาคเขียนไว้ว่า “ไทยและอาหรับทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะ ทันใดนั้นทุกคนต้องชะงักอ้าปากค้าง เพราะมีเสียงวัตถุหนักๆ กลิ้งหลุนๆ แหวกความเงียบสงัดลงมาจากบันไดชั้นบน เมื่อตกถึงพื้นเบื้องล่างก็สงบนิ่งอยู่ใต้โต๊ะ สายตาทุกคู่ที่จ้องมองลงไปทำให้ทุกคนผงะสะดุ้งโหยงสุดตัว...เพราะสิ่งที่กลิ้งลงมาสะดุดอยู่แทบเท้านั้น ไม่ใช่อื่นไกล ระเบิดมือดีๆ นี่เอง”
แต่ก็นับเป็นโชคดีที่ระเบิดลูกนั้นด้าน ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ก็คงจะผันแปรไปในแบบอื่น-หลังจากจัดการกับระเบิด(ด้าน)ลูกนั้นเรียบร้อยแล้ว การเจรจาจึงเริ่มต้นต่อ ด้วยลิ้นการทูตของ พล.ต.ชาติชาย บวกกับอารมณ์ขัน และคุยสนุก ของ เสธ.ทวี ก็ทำให้พวกโจรเริ่มวางใจผู้แทนฝ่ายไทย ถึงกับพาคนทั้งสองขึ้นไปดูสภาพของตัวประกันที่ถูกคุมตัวอยู่ชั้นบนของสถานทูต แต่ในด้านของการเจรจา ฝ่ายอาหรับก็ยังคงยืนกรานที่จะให้ปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่มแบล็ก เซปเทมเบอร์ ที่ถูกคุมขังอยู่ทั่วโลก เพื่อแลกกับตัวประกันในสถานทูตอิสราเอลที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าฝ่ายไทยจะหว่านล้อมอย่างไรก็ตาม และบรรยากาศของการเจรจาที่อีกฝ่ายหนึ่งถืออาวุธคุมเชิงก็สร้างความกดดันเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปมาก โดยต่างก็ไม่มีอาหารตกถึงท้อง เมื่อเสียงจ๊อกๆ จากท้องอันว่างเปล่าของโจรอาหรับผู้หนึ่งทำลายความสงัดขึ้นในห้อง ท่านรัฐมนตรีมีความคิดแวบหนึ่งผ่านเข้ามาทันที กรรมวิธีชิงไหวชิงพริบท่ามกลางการเจรจานั้น ย่อมต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ จึงกล่าวแก่โจรแต่โดยดีว่า “นี่ก็ค่ำมืดมากแล้ว ยูก็หิว ไอก็หิว ท้องไส้คงแสบไปกันหมดทุกคน ทำใจดีดีไว้ ไอจะให้คนไปหาอะไรมารองท้องกันหน่อยดีกว่า”
“เมื่อเห็นโจรอาหรับยังอ้ำอึ้งไม่แน่ใจว่าไทยจะเล่นกลอีไม้ไหน ท่านรัฐมนตรีก็ประกาศเอาเกียรติของรัฐมนตรีไทยเป็นประกันว่า ที่ชวนกินข้าวนั้นเป็นการกินข้าวจริงๆ ไม่มีลูกไม้ซ่อนกลเอากับกลุ่มโจรแน่นอน เมื่อโจรพยักหน้าแสดงความมั่นใจในสัจจะดังนั้นแล้ว ท่านรัฐมนตรีก็ยกหูโทรศัพท์หมุนลงมายังกองบัญชาการข้างนอก ขอให้จัดอาหารขึ้นมาโดยเร็วยังกับเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของโจรอาหรับ เมนูอาหารที่ท่านรัฐมนตรีสั่งให้นำขึ้นมานั้นก็คือ ข้าวหมกไก่”
“แต่ลำพังข้าวหมกไก่อย่างเดียวยังน้อยนัก มันจะต้องมีอะไรกลั้วคอที่แห้งเป็นผงกันบ้างพอสมควร ท่านรัฐมนตรีกำชับให้เลือกไวน์โมเซลของเยอรมันปีที่ดีที่สุด มาด้วย” สำหรับเหตุผลที่ต้องเป็นไวน์เยอรมัน ทั้งๆ ที่ พล.ต.ชาติชายชอบดื่มไวน์ฝรั่งเศส ก็มาจากจิตวิทยาที่เยอรมันในอดีตเป็นศัตรูกับยิวเช่นเดียวกับอาหรับและปาเลสไตน์ในปัจจุบัน ขณะที่ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบไปโจมตีอาหรับและปาเลสไตน์
เมื่ออาหารและไวน์ที่สั่งไปมาถึง พล.ต.ชาติชาย และ เสธ.ทวี ก็ลงมือรับประทาน เพื่อประกันความปลอดภัย และหลังอาหารค่ำมื้อประวัติศาสตร์ บรรยากาศก็แจ่มใสขึ้น ขณะเดียวกันการติดต่อประสานงานกับรัฐบาลอียิปต์ที่กรุงไคโรก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง ทำให้การเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทยกับกลุ่มโจรอาหรับยุติลงด้วยดี โดยโจรทั้งหมดยินยอมปล่อยตัวประกันที่ถูกคุมตัวอยู่ในสถานทูตอิสราเอล และเดินทางออกนอกประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยจัดเครื่องบินไปส่งยังปลายทางที่ประเทศอียิปต์ รวมทั้งให้การรับรองความปลอดภัยทุกอย่าง ซึ่ง พล.ต.ชาติชาย ได้ขอเป็นผู้นำ
โจรอาหรับไปอียิปต์ด้วยตนเอง เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์
การเดินทางจากประเทศไทยไปยังอียิปต์ในครั้งนั้นใช้บริการของสายการบินไทยเหมาลำ ที่ให้การบริการในระหว่างการบินเช่นเดียวกับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง แทนที่จะเป็นเครื่องบินทหาร ซึ่งสร้างไมตรีจิตที่ดีต่อโจรทั้งสี่คน รวมทั้งชาวอาหรับและปาเลสไตน์ ท่านทูตวิภาค ภิญโญยิ่ง สรุปว่า
“มีผู้กล่าวขวัญกันทุกมุมโลกว่า เรื่องโจรอาหรับนี้ไม่ว่าเกิดขึ้นที่ใดเป็นต้องล้มตายกันเป็นเบือ แต่ทำไมเมื่อเกิดในเมืองไทย คนไทยจึงสามารถเข้าจัดการได้อย่างน่าอัศจรรย์ เลือดหยดหนึ่งก็มิได้เสีย”
ครับ นั่นคือเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นที่เมืองไทยในวันนี้พรุ่งนี้ พูดก็พูดเถอะครับ ผมก็ยังมองไม่เห็นตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่อย่าง พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พล.อ.อ.ทวี จุลทรัพย์ ในวันนั้นเลย



