
วิ่งรอบสุดท้าย?ทำงานแบบรับใช้นายทุน
วิ่งรอบสุดท้าย?วัฒนธรรมการทำงานแบบรับใช้นายทุน : โลกของตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
รับใช้ นายทุนและนักการเมืองมากกว่าที่จะดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นข้อสังเกตและข้อกล่าวหาที่บุคคลทั่วไปมีต่อตำรวจไทยพร้อมๆ กับการคาดหวังให้ตำรวจปรับเปลี่ยนบทบาทเพื่อกลับหลังหันมารับใช้ประชาชนมากกว่าที่จะรับใช้นายทุนหรือนักการเมือง
ปัญหาและความคาดหวังดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทย หากแต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสะสมเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยาวนานและเป็นต้นตอที่มาของปรากฏการณ์ของการปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็นของตำรวจไทย ทั้งๆ ที่ตำรวจมีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ที่สูงมาก
การพร่ำบ่นหรือก่นด่าหรือแม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็นเพียงความคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานปรับเปลี่ยนมุมมอง ปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเองเพื่อหันกลับมาทำหน้าที่เป็นตำรวจผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชนนั้นเป็นการกระทำที่ไม่บังเกิดผลสำเร็จและไม่มีประโยชน์ในการกระทำ เพราะมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสาเหตุรากเหง้าที่มาของพฤติกรรมการรับใช้นายทุนและนักการเมืองของตำรวจ
เหล่าบรรดาตำรวจทั้งหลายต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่า โครงสร้างการบริหารงานขององค์กรตำรวจนั้นคือปัญหาใหญ่และเป็นที่มาของปัญหาต่างๆ ทั้งมวลที่ตามมารวมถึงปัญหาการก่อร่างวัฒนธรรมการทำงานแบบรับใช้นายทุนและนักการเมืองด้วย
“ถ้าอยากให้ตำรวจรับใช้ประชาชน ต้องทำให้ตำรวจปลอดจากการตกอยู่ในวังวนของวัฒนธรรมอุปถัมภ์ของนักการเมืองและนายทุน ต้องทำให้โครงสร้างและกลไกการทำงานมีลักษณะไม่แตกต่างจากทหารและอัยการ” นายตำรวจใหญ่แสดงความคิดเห็น ซึ่งสอดคล้องกับนักวิชาการที่นั่งอภิปรายถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจ แต่ในที่สุดทุกคนต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า “ไม่มีทาง”
องค์กรตำรวจเป็นองค์กรของอำนาจ มีบุคลากรที่มีศักยภาพ ผ่านการฝึกยุทธวิธี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ รอบด้าน มีกฎหมายอยู่ในมือ มีกำลังพลมากมาย ดังนั้นไม่มีทางที่นักการเมืองจะยอมปล่อยให้องค์กรตำรวจหลุดออกมาจากมือ เพราะนอกเหนือจากทหารแล้วก็เห็นจะมีแต่ตำรวจเท่านั้นที่จะเสริมอำนาจให้การเมืองได้ นี่คือข้อสรุปของนายตำรวจที่เชื่อมั่นว่าการเมืองไม่มีวันที่จะยุติการแทรกแซงตำรวจ
“ตำรวจก็ไม่มีใครกล้ากับนักการเมือง เพราะที่เดินคอตั้งเชิดหน้าอวดบารมีกันอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะผลงานนำ แต่เป็นเพราะนักการเมืองส่งมาทั้งนั้น แล้วจะกล้าขัดเขาเหรอ เขาคุมไว้หมดแล้ว” นายตำรวจยืนยันความคิดเห็นเกี่ยวกับที่มาของอำนาจตำรวจ พร้อมทั้งสรุปว่า “พอการเมืองเปลี่ยนเขาก็เปลี่ยนผู้นำตำรวจ และทุกคนที่ขึ้นมาก็ยอมรับว่ามันก็ต้องเป็นเช่นนี้ นี่คือสัจธรรมในโลกของตำรวจ ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้เขาก็คิดถึงเรื่องผลประโยชน์ไม่มีใครคิดถึงเรื่องผลงาน เพราะรู้ว่ามันมีผลต่อความก้าวหน้าและความมั่นคงน้อยมาก”
“ใครๆ เขาก็วิ่งเข้าหาขั้วอำนาจกันทั้งนั้น ใครอยู่ใกล้ขั้วอำนาจก็จะได้เปรียบ ส่วนคนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจะถูกตั้งคำถามว่า มันบ้าไปแล้วหรือ?” นายตำรวจเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างภาพในอุดมคติกับภาพความจริงในวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจ
“_งสุดยอดไปเลย _งวิ่งสุดยอดไปเลย” สิ่งที่ควรถูกตำหนิติเตียนกลับกลายเป็นคำชมระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เมื่อคราวผู้เล่าวิ่งสู้ฟัดรอบทิศทางจนกระทั่งได้ครอบครองตำแหน่งผู้กำกับสมใจอยาก หลังจากที่ผิดหวังและรอคอยมานานจนกระทั่งเกิดการเรียนรู้ถึงสิ่งที่ควรจะต้องทำหากไม่สามารถสกัดกั้นความอยากที่จะได้รับความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานในโลกของตำรวจ
“คนทำงานทุกคนต้องการความก้าวหน้ามั่นคงในการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้รุ่นน้องที่ไม่ได้มีฝีมือดีกว่าเลย เพียงแต่มันวิ่งเร็วกว่าขึ้นมาเป็นนายแล้วก็มาปกครองคนทำงาน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินได้ฟัง แต่เป็นการฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกจนนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโลกของตำรวจหากองค์กรที่ประชาชนหวังพึ่งพิงยามทุกข์ยากมีแต่ผู้นำที่ไร้เดียงสาแล้วนั้น คนดีมีฝีมือจะอยู่กันอย่างไร?...ดิฉันนึกถึงคำสอนของพ่อหลวงที่ว่า...เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่เราควรจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้คนดีได้บริหารบ้านเมือง(และองค์กร)มิใช่หรือ?



