ข่าว

สื่อฯร่วมตรวจร่าง'พรบ.คุ้มครองสื่อ'

สื่อฯร่วมตรวจร่าง'พรบ.คุ้มครองสื่อ'

13 มี.ค. 2555

สื่อมวลชนเรียกร้องขอเข้ามีส่วนร่วมตรวจสอบร่าง พรบ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ ก่อนตราเป็นกฎหมาย หวั่นเจตนารมณ์จะถูกเบี่ยงเบน อีกทั้งจริยธรรมของสื่อมวลชนมีองค์กรที่ดูแลอยู่แล้ว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 55  ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศรา ได้จัดเวทีเสวนาระดมสมอง ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) แล้วเสร็จ ซึ่งได้มีการเชิญตัวแทนนักวิชาชีพสื่อมวลชนเข้าร่วมแสดงความเห็น

          นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์  ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวถึงสาระสำคัญว่า เป็นกฎหมายที่คุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน และไม่ให้เจ้าของสื่อ ทั้งที่เป็นส่วนของภาครัฐและเอกชน เข้ามาปิดกั้นในการทำหน้าที่ ทั้งนี้ มีรายละเอียดกกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมถึงพิจารณาเรื่องร้องเรียน ในกรณีที่เกิดการละเมิดเสรีภาพ และรวมถึงสื่อมวลชนมีการฝ่าฝืนจริยธรรม ตามที่กฎหมายกำหนด 

          นายภัทระ คำพิทักษ์ ประธานคณะอนุกรรมการจริยธรรมและสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ในประเด็นที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการควบคุมดูแลสื่อมวลชนจากการควบคุมกันเอง ไปเป็นควบคุมโดยกฎหมาย จำเป็นที่ต้องรับฟังความเห็นของสื่อมวลชนทุกแขนงให้รอบคอบและรอบด้าน ว่ามีความคิดเห็นเช่นไร เนื่องจากมองว่า แม้ข้อกฎหมายที่กำหนดไว้จะเขียนดีอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบทั้งในด้านลบและด้านบวก รวมถึงไม่ถูกนำไปใช้เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยส่วนตัว ตนมีข้อเสนอให้นำรายละเอียดของกฎหมายเผยแพร่ไปยังองค์กรสื่อมวลชนทุกระดับ และเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น รับฟัง รวมถึงชี้แจงข้อดีข้อเสีย หากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ และคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ เข้ามามีบทบาท จะถือว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจซ้อนอำนาจ เพราะโดยปัจจุบันการควบคุมมาตรฐานทางจริยธรรมของสื่อมวลชนมีองค์กรที่ดูแลอยู่แล้ว เช่น สภาการหนังสือพิมพ์

          "ต้องยอมรับว่ากฎหมายทุกฉบับมีช่องโหว่ เพราะต้องเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่มั่นใจว่า ร่างกฎหมายที่ภาควิชาชีพเสนอไปจะมีผลออกมาเป็นไปตามรายละเอียดที่ได้เสนอตั้งแต่วาระแรก ดังนั้น ผมจึงมองว่า ควรที่จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพราะการออกกฎหมายถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่การนำเสรีภาพของสื่อมวลชนเข้าไปสู่ภายใต้กฎหมาย เชื่อได้ว่าจะเป็นการปฏิรูปองค์กรสื่อหากเกิดผลกระทบในทางที่เป็นโทษคงจะไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นต้องมีการพิจารณากันให้รอบคอบ" นายภัทระ กล่าว

          นายเจษฎา อนุจารี ตัวแทนสภาทนายความ กล่าวว่า ในส่วนของร่างกฎหมายที่ระบุให้อำนาจคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ สามารถรับเรื่องร้องเรียนและมีการตรวจสอบ แต่เมื่อพบความผิดคือ ให้แจ้งผลการดำเนินการไปยังตัวผู้กระทำผิด ซึ่งในกรณีดังกล่าวไม่มีผลการบังคับใช้ ดังนั้นควรเพิ่มให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย สามารถนำคำตัดสินของคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำวินิจฉัยให้ผู้ที่กระทำผิดต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ เพราะหากไม่มีการระบุชัดเจนเท่ากับว่าผลการตัดสินใจจะไม่มีผลทางการปฏิบัติ นอกจากนั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับสื่อได้รับเป็นคดีละเมิดซึ่งมีอายุในการฟ้องร้องภายใน 1 ปี หากกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ ตรวจสอบล่าช้า ก็จะทำให้เกิดความเสียหายในส่วนของการนำคดีเข้าสู่ศาล ดังนั้น ควรกำหนดให้ชัดว่า กรณีดังกล่าวจะมีอายุการฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่ทราบคำสั่งของคณะกรรมการ และที่สำคัญตามที่ระบุไว้ในมาตรา 38 ที่คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิ์ จะได้รับเงินอุดหนุนปี 15 ล้านบาท เท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่คณะกรรมการมากกว่าตัวองค์กรวิชาชีพ ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ควรระบุด้วยว่า ส่วนของเงินอุดหนุนที่ได้รับควรจัดสรรให้แก่องค์กรภาควิชาชีพ

          นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ กล่าวภายหลังงานว่า ประเด็นที่มีผู้เสนอ ตนเห็นด้วยที่จะเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงในการทำหน้าที่ของสื่อ 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญในตัวร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อคุ้มครองการทำงานของสื่อมวลชนทุกระบบ รวมถึงจะมีคณะกรรมการที่จะเข้ามาดูแลและกำกับมาตรฐาน ความเป็นวิชาชีพของสื่อมวลชน ทั้งนี้ ได้ให้สิทธิ์สื่อมวลชนที่ไม่ได้ความเป็นธรรม หรือถูกการเมืองแทรกแซงเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียนกับกรรมการให้มีการตรวจสอบ ทั้งนี้ เมื่อผลออกมาจะไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่จะมีผลในเชิงสังคม เช่น การประกาศผลคำตัดสินของกรรมการต่อสาธารณชน ทั้งนี้ คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิฯ จะมีสำนักงานและจะได้รับเงินอุดหนุน ในส่วนของการทำงานครบรอบปี ให้จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน  และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ