
คลังรอจังหวะชงภาษีที่ดินเข้าครม.ย้ำรายได้เข้าท้องถิ่น-สศค.เร่งทำความเข้าใจกับอปท.
คลังเดินหน้าชงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้า ครม. หารือนายกฯ รอจังหวะเหมาะ แต่คงไม่ได้จัดเก็บในปีนี้ ย้ำรายได้ที่จัดเก็บเป็นของท้องถิ่น ให้ สศค.เร่งสร้างความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับเงินบาทเริ่มแข็งค่า โดยเป็นหน้าที่ของ ธปท.
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการเตรียมเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ว่า จะต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว โดยขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเรียบร้อยแล้ว รอเพียงเวลาการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
"กฎหมายดังกล่าวถือเป็นความตั้งใจแต่แรกของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้เสียภาษีในระบบ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังมีขั้นตอนอีกมากและการจัดเก็บจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้แน่นอนและปีหน้าแน่นอน คาดว่าน่าจะเป็นช่วงที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งออกมาให้เรียบร้อยก่อน ส่วนแนวนโยบายการจัดเก็บภาษีมรดกนั้น ยังไม่มีการพูดถึง" นายกรณ์กล่าว
รมว.คลังยืนยันว่า เหตุผลที่รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่เพื่อสร้างรายได้เป็นเหตุผลหลัก เพราะภาษีที่จะจัดเก็บนั้น จะไม่เข้ารัฐบาลกลาง แต่รายได้จะเข้าไปในแต่ละท้องถิ่น ฉะนั้นระหว่างนี้ สศค.จะต้องทำหน้าที่สร้างความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งจะป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้
ส่วนการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น จะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับกำลังซื้อของประชาชน และไม่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากกองทุนน้ำมันจะเข้ามาแบกรับภาระในช่วงแรกนานหลายเดือน ด้วยการปรับลดเงินนำส่งกองทุนลง จึงไม่มีผลต่อราคาขายปลีก ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มภาษีเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน เพราะไทยใช้น้ำมันเปลืองที่สุดในเอเชีย และยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และส่งผลทางอ้อมในราคาพืชผลเกษตรปรับเพิ่มขึ้นด้วย
ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อาจทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของภาคเอกชนสูงขึ้น แต่เห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เพราะขณะนี้มีปัญหาเรื่องของการจัดเก็บรายได้ ดังนั้น หากเป็นนโยบายที่ต้องพึ่งพากัน ภาคเอกชนก็พร้อมจะสนับสนุนและจะหันมาพึ่งพาตัวเองและลดต้นทุนส่วนอื่นแทน
นายกรณ์ยังกล่าวถึงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า ขณะนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก โดยไตรมาสแรกของปีนี้ก็บวกกว่าหมื่นล้านบาท ฉะนั้น เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก ก็ย่อมส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทให้ปรับค่าแข็งขึ้น และส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะทำอะไรได้หรือไม่
“เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีก็ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผมไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะไปสั่งการเรื่องนี้กับแบงก์ชาติ” นายกรณ์กล่าว



