
บราซิล-อันดับ6ของโลก
บราซิล-อันดับ6ของโลก: แลกคนละหมัด โดย ชินสัคค สุวรรณอัฉริย
แม้ว่าการเติบโตจีดีพีอย่างช้าๆ แต่บราซิลสามารถขยับอันดับของตนเองอยู่ในหัวแถวของเศรษฐกิจโลกตอนนี้อยู่ในอันดับ 6 แซงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว หากดูตามศักยภาพของเศรษฐกิจบราซิลต่อไปสามารถที่มีอันดับที่ 5 ของเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน(แม้ว่ารัสเซียจะจองเบอร์ 5 ไว้แล้วในปี 2015) ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลปี 2011 คิดเป็น 2.7% หลังจากที่เติบโตอย่างร้อนแรงถึง 7.5% เมื่อปี 2010 แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจปี 2003 เข้าใกล้จุดวิกฤติอย่างยูโรโซนที่เผชิญอยู่
รมว.คลังบราซิลได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากไม่เกิดวิกฤติในครึ่งหลังของปี 2011 เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ถึง 4% หากคิดเป็นมูลค่าของการเติบโตทางเศรษฐกิจบราซิลประมาณ 49.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่าสหราชอาณาจักร ซึ่งมูลค่าเทียบกับราคาในตลาดและอัตราเฉลี่ยการแลกเปลี่ยนเงินสกุลตราต่างประเทศประจำปี
การเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิลสัมพันธ์กับการได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับจีน เกินดุลการค้าถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในมูลค่าการหมุนเวียนการค้ามีถึง 56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในความเป็นจริงในปี 2008 ในช่วงที่สหราชอาณาจักรประสบปัญหาวิกฤติ บราซิลก็แซงเศรษฐกิจประเทศกลุ่มนี้แล้วในการส่งสินค้าออกไปจีน ซึ่งเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้าในเศรษฐกิจโลกโดยผู้ผลิตนั้นได้เติบโตในเอเชียและอเมริกาใต้ในขณะที่ยุโรปเสื่อมถอยลง
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญอย่าง ทิม โอเลนบูร์ก นักเศรษฐศาสตร์ประจำศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เนื่องจากมีตัวเลขประชากรที่สูง ทรัพยากรจำนวนมาก และอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง การพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็วทำให้เกิดชนชั้นกลาง แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ในแง่ดีดังกล่าวประชากรที่อาศัยในประเทศบราซิลที่มีความเป็นอยู่ที่ยากจน 16 ล้านคน เริ่มต้นที่จะรู้สึกถึงความช่วยเหลือไปยังรัฐที่แท้จริง รัฐบาลได้ดำเนินการหลายโปรแกรมที่มีการสนับสนุนอย่างมีนัยที่สำคัญทางสังคม กลุ่มผู้ด้อยโอกาสจากการวางท่อน้ำในพื้นที่ที่มีความยากจนที่สุดและการจัดสรรที่อยู่อาศัยแห่งใหม่แก่ครอบครัวคนหนุ่มสาวและการกระจายเมล็ดพันธุ์แก่ชาวนา คาดว่าในปี 2015 มาตรฐานการดำรงชีวิตโดยเฉลี่ยในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ซึ่งจะลดจำนวนคนยากจนอย่างน้อย 4 ล้านคน
นอกจากนั้นบราซิลในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเป็นประเทศที่ส่งออกด้านไฮโดรคาร์บอนรายใหญ่ของโลกรายหนึ่งไม่ต่างจากรัสเซียคือ เหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต
ภาครัฐหวังว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอาจดีขึ้นในปีนี้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่านโยบายการกระตุ้นทางเศรษฐกิจและตัวเลขจีดีพีคาดว่าประมาณ 4.5% โดยในปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเติบโตของภาคเกษตรกรรม 3.9% มีตัวเลขที่สูงประวัติการณ์อย่างการปลูกข้าวสาลีคิดเป็น 159.9 ล้านตัน ภาคการบริการเติบโต 2.7% และภาคอุตสาหกรรม 1.6% รายจ่ายเพื่อการบริโภคในประเทศได้เพิ่มขึ้น 8 ปีซ้อน ในปี 2011 เติบโต 4.1% หากพิจารณาในรายจ่ายภาครัฐเติบโต 10.9% การส่งออกเพิ่มขึ้น 4.5% และการนำเข้าคิดเป็น 9.7% เนื่องจากค่าเงินเรียลต่อเงินดอลลาร์เงินสกุลอื่นนั้นมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เหตุผลที่สำคัญอีกเหตุผลหนึ่งคือดุลยภาพการเมืองภายในประเทศคือรัฐบาลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจของประเทศและปฏิเสธการนำเอานโยบายเสรีนิยมใหม่มาใช้เหมือนประเทศอื่นๆอย่างเต็มตัว
พูดง่ายๆ นโยบายด้านการเงินพยายามกำกับให้ออกจากอิทธิพลของไอเอ็มเอฟและมีอำนาจในการตัดสินใจโดยตนเองภายในประเทศ รัฐบาลค่อนข้างระมัดระวัง ความก้าวหน้าส่วนหนึ่งคือ การให้ความสำคัญทางสังคม ภารกิจที่สำคัญที่พิสูจน์ออกมาคือคุณภาพของการศึกษาสามารถขจัดความถดถอยของเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาควรจะเอาอย่างโดยเฉพาะประเทศไทย
กระบวนการความทันสมัยของบราซิลแม้ว่าจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากในปัจจุบัน เป็นผู้นำอันดับ 3 ด้านเทคนิคอุตสาหกรรมการบินของโลกและเป็นผู้นำในพลังงานชีวภาพ แนวโน้มเศรษฐกิจของบราซิลจะดำเนินรักษาอันดับของตนเองต่อไปจนถึงปี 2020 อยู่ตามหลังเยอรมนีในอนาคตเศรษฐกิจโลกจะมีการจัดอันดับใหม่คิดเบอร์ 1 สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย บราซิล เยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส เกิดการเปลี่ยนพลังด้านภูมิการเมืองของโลกของประเทศกลุ่มบราซิล รัสเซีย จีน อินเดียในการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกวัตถุดิบแล้ว ความต้องการในทรัพยากรธรรมชาติมีบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้น อย่างไฮโดรคาร์บอนและแหล่งน้ำทางธรรมชาติที่จำเป็นที่ต้องมีกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และขาดแคลนน้ำมากยิ่งขึ้นที่ประเทศกำลังพัฒนาเศรษฐกิจต้องรื้อระเบียบการเก่าในด้านโครงสร้างพื้นฐานกับภูมิเศรษฐกิจของตนเอง อย่างกรณีประเทศไทยกำลังอยู่ของการเปลี่ยนผ่านจากระเบียบการเก่าด้านเศรษฐกิจไปสู่ระเบียบการใหม่ด้านเศรษฐกิจที่ต้องให้ความเอาใจใส่ในเรื่องของการจัดตั้งระบบท่อน้ำและภูมิการเมืองมากยิ่งขึ้น



