ข่าว

วรเจตน์สู่กนกถึงทุบรถวอยซ์ทีวี

วรเจตน์สู่กนกถึงทุบรถวอยซ์ทีวี

13 มี.ค. 2555

จากอาจารย์วรเจตน์ สู่คุณกนก และการทุบรถวอยซ์ทีวี: ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             สองสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจมากในเรื่องของพัฒนาการทางการเมืองของไทย
 
              ในทางหนึ่งเรื่องบางเรื่องอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เรื่องบางเรื่องเหล่านี้อาจมีมิติใหม่ๆ ก็ได้
 
              เอาเป็นว่าถ้าเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการบุกไปชกหน้าอาจารย์วรเจตน์ (หลายที) การเข้าไปขอคุยกับคุณกนก ที่ช่อง 9  และการทุบรถข่าวของวอยซ์ทีวี ก็ยังถือว่าน้อยกว่าเรื่องราวของการบิดเบือน ปิดกั้นข่าวสาร หรือการสร้างสถานการณ์ด้วยการยิงเอ็ม 79 หรือการลอบสังหารผู้นำทางการเมือง/การชุมนุม
 
              แต่เรื่องเหล่านี้ก็ยังวางใจไม่ได้ และไม่ควรจะเป็นเรื่องของการวางใจ ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่มีท่าทีและการจัดการอย่างจริงจังกับเรื่องของความรุนแรง
 
              และที่สำคัญก็คือเรื่องของความอดทนอดกลั้นที่มีต่อกัน
 
              ถามว่าสังคมที่มาจนถึงวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปไหมจากเดิม ก็ขอตอบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่มาก นั่นก็คือ สังคมวันนี้ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสรีภาพอยู่มาก
 
              บางทีก็มากเสียจนไม่ค่อยเข้าใจกันว่าสิทธิและเสรีภาพนั้นจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างไร ถ้าเราจะอยู่ร่วมกัน เพราะอย่างน้อยในกรณีของผู้ที่ต่อยอาจารย์วรเจตน์ และผู้ที่ทุบรถวอยซ์ทีวี เขาให้ความเห็นต่อหน้าสื่อและทีวีวงจรปิดในลักษณะที่ไม่ได้เกรงกลัวโทษแต่อย่างใด ซึ่งหมายถึงว่าทั้งสองกรณีมีการไตร่ตรองไว้แล้วเป็นอย่างดี
 
              ส่วนในกรณีของการเข้าพบคุณกนกนั้น ต้องขอชื่นชมคุณกนกที่สามารถตั้งรับสถานการณ์ได้ดี และทั้งสองฝ่ายต่างสามารถพูดคุยกันได้ แต่ปัญหาใหญ่นั้นเป็นเรื่องของท่าทีในการพูดคุยจากฝ่ายขอเข้าพบ และระบบการรักษาความปลอดภัยของทางสถานี ซึ่งควรจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดพื้นที่ให้เข้าพบและการดูแลให้การเข้าพบมีลักษณะที่ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหมือนกับการไปข่มขู่หรือบีบคั้นกัน เพราะท่าทีในการพูดของฝ่ายที่เข้าพบอาจจะดูเสียงดังและมีท่าทีที่สร้างความอึดอัดให้คุณกนกอยู่มิใช่น้อย (แต่ถ้าเทียบกับการถล่มคุณกนกและการถล่มกลับของฝ่ายตรงข้ามในเฟซบุ๊กแล้ว สิ่งที่ปรากฏในกรณีของคุณกนกก็นับว่าเหมือนกับที่คุณกนกบอกนั้นแหละครับว่า "เอาอยู่" แต่อย่า "เอาบ่อย")
 
              ส่วนกรณีของการทุบรถข่าววอยซ์ทีวี อย่างน้อยต้องขอชื่นชมที่ทีมงานพันธมิตรสามารถจับตัวไว้ได้
 
              ย้อนกลับมาเรื่องของหลักการการใช้สิทธิเสรีภาพแล้ว ประเด็นที่สำคัญอาจอยู่ที่ว่า เราไม่ควรใช้ความหวาดกลัวในการสกัดกั้นเสรีภาพและการใช้สิทธิ อาทิ อย่าคิดต่าง หรือความคิดที่ถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อสังคมก็ไม่สมควรที่จะได้รับการนำเสนอ เพราะนั่นคือที่มาของการเซ็นเซอร์ตัวเองนั่นแหละครับ
 
              ผมคิดว่าเราควรจะอยู่ด้วยกันได้ หากเรามีความเข้าใจในเรื่องของความรุนแรง และเรื่องของความอดทนอดกลั้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวพันกับสิ่งที่เราเรียกว่า สภาวะรู้และรู้เท่าทันสื่อ (media literacy)
 
              ในประเด็นของความรุนแรงนั้น สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือ ความรุนแรงนั้นไม่ได้มีแต่ในลักษณะทางกายภาพ แต่มีลักษณะในระดับโครงสร้างด้วย โดยเฉพาะความรุนแรงในการใช้ภาษา
 
              จะว่าไปแล้วความรุนแรงในการใช้ภาษานั้น เกี่ยวเนื่องกับการใช้เหตุผลด้วย แต่ใช่ว่าการใช้เหตุผลทุกครั้งจะต้องเป็นเรื่องของความรุนแรง เพราะท่าทีในการนำเสนอเหตุผลนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อาทิ การอธิบายว่า จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ หรือการอธิบายว่า ถ้าคิดเช่นนี้ควรไปอยู่ที่อื่น ไม่ควรอยู่ในชุมชนเดียวกัน (หมายถึงตรรกะของความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และความเป็นอื่น)
 
              ในส่วนของความอดทนอดกลั้นนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าการพูดถึงความอดทนอดกลั้น หรือขันติธรรมนั้น ความสำคัญอยู่ที่การส่งเสริมความหลากหลายของความเห็น ไม่ใช่การเสนอให้มีความเห็นหนึ่งเดียว เว้นแต่ความเห็นที่ว่า "เห็นด้วยว่าเราไม่เห็นด้วยต่อกัน (นะ)" ไม่ใช่การไม่กล้าคิดต่าง และส่วนสำคัญก็คือการต้องคิดต่างและไม่ใช้ความรุนแรง
 
              ทั้งหมดนี้ย่อมต้องเกี่ยวพันกับเรื่องของสภาวะรู้และรู้เท่าทันสื่อ ก็คือเมื่อรับสื่อก็ต้องตั้งสติ รับข้อมูลหลายด้าน ไม่ใช่เพราะว่าสื่อไม่ดี แต่สื่อเขามีชีวิตมีมุมมองที่หลากหลายเช่นกัน แม้ว่าจะต้องมีเงื่อนไขที่เขาถูกกำกับโดยสมาคมวิชาชีพของเขาเองแล้วก็ตาม