
ศาลปค.ชี้ถมทะเลสร้างมาบตาพุดไม่ชอบ
ศาลปกครองสูงสุดสั่งปรับนิคมอุตสาหกรรมไทยถมทะเลสร้างมาบตาพุดไม่ชอบ
ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 12 มี.ค. ศาลปกครองชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีพลตรีเทอดชัย อภิชัยสิริ กับพวกรวม 4 คน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมเจ้าท่า (อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เดิม) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2535 ที่อนุมัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ขออนุญาตเพื่อถมทะเลตามโครงการดังกล่าว โดยสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมได้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการก่อนออกใบอนุญาต แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถมทะเลระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดหลายประการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ร้องทุกข์ไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มีคำวินิจฉัยที่ 108/2542 ว่า การถมทะเลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นความผิด เนื่องจากกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาต เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 หยุดการถมทะเลไว้เป็นการชั่วคราวก่อน จนกว่าจะได้มีการอนุญาตทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ออกใบอนุญาตเลขที่ 32/2545 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำด้วยการถมทะเลตามโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถมทะเลไปแล้ว ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ที่ตั้งอยู่บริเวณหาดทรายทองติดกับโครงการก่อสร้างท่าเรือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตเลขที่ 32/2545 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545
ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การถมทะเลตามโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขของคณะกรรมการผู้ชำนาญการโดยพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมถูกต้องครบถ้วนแล้ว และได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดตามกฎหมายแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาต ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถมทะเลตามโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้อง
ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปล่อยปละละเลยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการถมทะเลตามโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาบพุด ระยะที่ 2 เสร็จสิ้นไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2542ซึ่งเวลาดังกล่าวเป็นเวลาก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาต ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเป็นการออกใบอนุญาตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการนโยบายสิ่งล่วงล้ำลำน้ำมีมติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 เห็นชอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำด้วยการถมทะเลตามโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบ และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมกำหนดโดยเคร่งครัด จึงมีผลผูกพันผู้ถูกฟ้องคดี และเมื่อพิจารณาระยะเวลานับตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายสิ่งล่วงล้ำลำน้ำได้ มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 จนถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาต ก็ไม่ปรากฏเหตุที่สมควรที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีความจำเป็น จึงเป็นการดำเนินการออกใบอนุญาตที่ล่าช้าเกินสมควร
และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการกระทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำด้วยการถมทะเลตามโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 2 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2542 ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงถึงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับทราบถึงการที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการถมทะเลตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2540 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 117 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กลับดำเนินการออกใบอนุญาต ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำด้วยการถมทะเลโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 2 หลังจากที่มีการดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนการออกใบอนุญาต จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เมื่อการออกใบอนุญาตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้กระทำมาเป็นเวลานานแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ได้ดำเนินการตามใบอนุญาตนั้นจนเสร็จสิ้นแล้ว หากศาลมีคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวก็จะมีผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต้องดำเนินการ เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิมรวมถึงการรื้อถอนสิ่งล่วงล้ำลำน้ำทั้งหมด ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ตามมาจากการรื้อถอน และระบบการลงทุน ที่ได้ดำเนินการมาโดยต่อเนื่องตลอดมา รวมถึงจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่กำหนดท้ายใบอนุญาต ระบุว่ากรณีที่หากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดการร้องเรียนด้านทรัพยากรสัตว์น้ำและอื่นๆ และได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะต้องดำเนินการแก้ไขทันที และต้องเป็นผู้รับผิดชอบและชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายนั้น
จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าปรับให้ถูกต้องตามมาตรา 118 ทวิ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาดังกล่าวให้เพิกถอนใบอนุญาตเลขที่ 32/2545 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 โดยให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาด้วยว่า เมื่อการก่อสร้างตามโครงการนี้เป็นโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดแนบท้ายใบอนุญาต ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงสมควรเร่งรัดติดตามตรวจสอบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องการกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต้องปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงมาตรการการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและมาตรการติดตามตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยจัดทำแนวป้องกันการพังทลายของชายฝั่งและดูแลปรับปรุงซ่อมแซมให้มีความมั่นคงแข็งแรง ปรับสภาพพื้นที่ด้านหลังและป้องกันเขื่อนหินเรียงสองฝั่งถนนเลียบชายหาดที่เสียหายจากการกัดเซาะจากการถมทะเลตามโครงการให้มีระดับพื้นที่ใกล้เคียงกับระดับพื้นที่เดิม ซึ่งหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวก็เป็นเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาจพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาต หรือดำเนินการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น
...........
(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)



