
ยูเอ็นเตือนโลกจะขาดแคลนน้ำมากขึ้น
ยูเอ็นเตือนหลายพื้นที่ของโลกกำลังเจอปัญหาน้ำเรื้อรังอาจถึงขึ้นขาดแคลนหนัก หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาขยะและน้ำเสีย "กนอช." ถกนัดแรกยังไม่เคาะเยียวยาพื้นที่รับน้ำ ชี้ต้องดูให้สมบูรณ์ "ยิ่งลักษณ์" สั่งให้ทำเป็นมาตรฐานเดียวกัน
12มี.ค.2555 ก่อนการประชุมน้ำโลกนาน 6 วันจะเริ่มขึ้นที่เมืองมาร์กเซยของประเทศฝรั่งเศสวันที่ 12 มี.ค.นี้ สหประชาชาติเปิดเผยรายงานการพัฒนาน้ำโลกครั้งที่ 4 เตือนว่า ปัจจุบันหลายประเทศมีน้ำสำหรับใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างจำกัด และอาจเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดกำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการในภาคเกษตร การผลิตอาหาร และการบริโภคพลังงานเพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงปัญหามลพิษและความบกพร่องในการบริหารจัดการน้ำ
รายงานการพัฒนาน้ำโลกที่เผยแพร่ทุก 3 ปี ระบุด้วยว่า โลกจะต้องมีผลผลิตทางอาหารเพิ่มสูงขึ้น 70% ภายในปี 2593 เพื่อให้มีอาหารเพียงพอสำหรับประชากรโลกที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 9,300 ล้านคนในปีดังกล่าวจากปัจจุบันอยู่ที่ 7,000 ล้านคน ส่งผลให้เกษตรกรจะต้องมีน้ำเพิ่มมากขึ้นเกือบ 20% ภายในปี 2593 จึงจะพอใช้ผลิตอาหารให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการ
ปัจจุบันการเกษตรใช้ปริมาณน้ำมากถึงเกือบ 70% ของความต้องการทั้งหมด และพื้นที่เกษตร 1 ใน 4 ของโลกเสื่อมสภาพสูงมากเป็นเพราะมีการเพาะปลูกมากเกินไปจนทำให้สิ้นเปลืองน้ำ ดินด้อยคุณภาพลง หรือเกิดการกัดเซาะของหน้าดิน
รายงานฉบับนี้จึงเรียกร้องให้มีการเร่งยกเครื่องระบบการบริหารจัดการน้ำ และการทุ่มเทความพยายามในการกำจัดขยะและของเสีย โดยจะต้องมีระบบการชลประทานที่ดีขึ้น และลดการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง เช่น ส้วมชักโครก
ขณะเดียวกันองค์การความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ ออกรายงานเรียกร้องให้มีการใช้น้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบันน้ำเสียมากถึง 80% ยังคงไม่มีการจัดเก็บหรือบำบัดเพื่อให้ใช้ได้ รวมถึงอาจมีการเก็บภาษีการใช้น้ำ ที่จะกระตุ้นให้คนใช้น้ำอย่างชาญฉลาด และหากไม่มีนโยบายใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ประชากรโลกกว่า 40% จะต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ที่มีน้ำอย่างจำกัดมากๆภายในปี 2593
"กนอช." นัดแรกยังไม่เคาะเยียวยาพื้นที่รับน้ำ
ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย เมื่อเวลา13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ครั้งที่ 1/2555 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระการประชุม 4 วาระ ประกอบด้วย 1.เรื่องที่ประธานแจ้งที่ประชุมทราบ 2. เป็นเรื่องเพื่อทราบ เรื่องระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 62/2555 แต่งตั้งคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 รวม2คณะ 3.เรื่องเพื่อพิจารณา คือโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนจากการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 และ เรื่องพื้นที่รับน้ำและมาตรการชดเชย และ 4.เรื่องเพื่อพิจารณาอื่นๆ
จากนั้นเวลา 15.00 น. นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ทาง กนอช. ได้มีการประชุมตามวาระ รวมทั้งเรื่องการจัดการโครงการเร่งด่วน ที่ยังคงตามงบประมาณเดิม คือ 24,828,820,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการของกระทรวงคมนาคม 246 โครงการ ที่คณะกรรมการ กบอ. เสนอไว้ ทั้งนี้ให้ เร่งพิจารณา รวมทั้งแผนดำเนินงานที่ต้องรีบทำให้เสร็จในสองสัปดาห์นี้ และจะต้องนำกลับมาให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาอีกครั้ง
นายอานนท์ กล่าวว่า ในส่วนของรับฟังความคิดเห็นกับชาวบ้านแต่ละพื้นที่รองรับน้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมามากพอในระยะหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ต้องดูรายละเอียดการดำเนินการระดับพื้นที่ที่ยังไม่สมบูรณ์ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ข้อมูลความสูงภูมิประเทศที่ยังไม่สมบูรณ์ ที่ยังทำให้การคำนวณเกี่ยวกับปริมาณน้ำคลาดเคลื่อน แต่โดยหลักการคือ การหาพื้นที่รองรับน้ำให้ได้ 5 พันล้านลูกบาศก์เมตร ตามที่กำหนดไว้ ทั้งนี้การกำหนดว่าพื้นที่ว่าอยู่ตรงไหนบ้าง ในเบื้องต้นก็คงต้องดูพื้นทีเดิม ที่มีการท่วมอยู่แล้ว หรือน้ำทุกปีก็ท่วม
“เรื่องนี้ทาง กบอ. ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดู ที่สำคัญนายกฯ พูดถึงเรื่องข้อมูลและการทำแผนที่ ต่างๆ ต้องให้มันเป็นเอกภาพ มีมาตรฐานในการที่จะพูดกัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยการเอา จีไอเอส(ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) เข้ามาใช้ ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการให้รีบไปดำเนินการ ให้ความสำคัญเรื่องการสื่อสารเป็นเอกภาพ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเกิดความสับสน พยายามทำความสับสนให้กระจ่าง อะไรที่ไม่ชัดเจน อย่ารีบร้อนออกไป” นายอานนท์ กล่าว
นายอานนท์กล่าวต่อว่า เรื่องการขุดลอกคูคลองคงต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ให้ความสำคัญในด้านนี้ ที่ต้องดูว่าจะจุดอย่างไร และการตรวจสอบติดตามซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจะทำในเรื่องของหลักการปฏิบัติ
ส่วนเรื่องของแนวคันกั้นน้ำรอบนอกที่มีกระแสข่าวว่ามีการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนกันนั้น นายอานนท์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ว่าที่ซ้ำซ้อนหมายความว่าอย่างไรเพราะเท่าที่ตนดูในที่เสนอเข้ามาตามกรอบยังไม่เห็นว่าซ้ำซ้อนตรงไหน ซึ่งตนดูในส่วนที่เข้ามาพิจารณางบประมาณในส่วนนี้ แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้ว หากมีการสร้างโดยหน่วยงานอื่น โดยใช้งบประมาณที่อยู่นอกกรอบที่เรารับผิดชอบ ก็ต้องประสานไปอีกที
อย่างไรก็ตาม นายอานนท์ระบุ ส่วนเรื่องของระบบเตือนภัยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ดูแลอยู่ ทราบว่าล่าสุดมีการเสนอแผนเข้ามาแล้ว แต่เป็นการเสนอมาจากหลายหน่วยงาน ซึ่งต้องนำมาบูรณาการกันอีกที อย่างไรก็ตามในวันนี้ไม่มีเรื่องของระบบเตือนภัยเข้ามาหารือในที่ประชุม แต่ว่าอาจพิจารณาในส่วนของกบอ.เนื่องจากเรื่องบางเรื่องไม่ต้องนำขึ้นมาถึงกอนช.เพราะว่าสามารถพิจารณาได้เลยในระดับของกบอ.
ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามีการพิจารณาในเรื่องของทางน้ำผ่าน(flood way) หรือไม่ นายอานนท์กล่าวว่า ฟลัดเวย์ยังไม่ใช่เรื่องที่เป็นประเด็น เพราะเป็นมาตรการที่เกิดขึ้นชั่วคราว ที่โดยหลักแล้วฟลัดเวย์ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ตนยกตัวอย่างเหมือนบันไดหนีไฟ เอาไว้ใช้ในกรณีที่เกินเหตุจริงๆที่ปกติเราจะใช้บันไดหรือลิฟต์ภายในอาคารแต่เราจะไม่ใช้บันไดหนีไฟ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการเวนคืนที่ดินหรือไม่ นายอานนท์ กล่าวว่า ยังไม่มีโครงการใดที่ต้องมีการเวนคืนที่ดินเลย มีเพียงแต่เรื่องการเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้ว
“กิจจา”เผยกนอช.ตีกลับพื้นที่รับน้ำ3ล้านไร่
นายกิจจา ผลภาษี ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) กล่าวภายหลังการประชุม กนอช. ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงพื้นที่รับน้ำระยะยาวตามเป้าหมายของรัฐบาลจำนวน 2 ล้านไร่ แต่ขณะนี้มีการเสนอพื้นที่เข้ามาเกินกว่าเป้าหมายคือ จำนวน 3 ล้านไร่ จึงต้องมีการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมให้ได้ 2 ล้านไร่ จากนั้นจะต้องทำรายละเอียดเป็นแผนที่ที่ชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้มีการหารือกันถึงเงินชดเชยสำหรับประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รับน้ำ เช่น กรณีน้ำท่วมในขณะที่กำลังทำการเพาะปลูก ตรงนี้อาจจะได้รับเงินชดเชยมากกว่าพื้นที่ที่เพาะปลูกเสร็จแล้วและไม่ได้ทำประโยชน์อะไรต่อ
“พื้นที่ที่กำลังทำการเพาะปลูกอยู่ อาจได้รับเงินชดเชยประมาณะ 4,000-5,000 บาทต่อไร่ ส่วนกรณีที่เพาะปลูกเสร็จแล้วอาจจะได้รับลดหลั่นกันไป ประมาณ 600-800 บาทต่อไร่ อย่างไรก็ตาม กนอช.คาดว่าปีนี้น้ำไม่น่าจะท่วมมากจนต้องใช้พื้นที่รับน้ำถึง 2 ล้านไร่ ซึ่งก่อนจะถึงฤดูฝนและน้ำจะมา เราจะทำการพูดคุยกับประชาชน และประกาศก่อนว่าจะใช้พื้นที่ใดบ้าง”นายกิจจา กล่าว
นายกิจจา กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ยังได้มีการหารือกันถึงแผนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยได้มีการกำชับให้ทำแผนออกมาให้ชัดเจน โครงการต่างๆที่จะเบิกจ่ายเงิน จะต้องมีรายละเอียด ทุกอย่างต้องครบถ้วน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ตน นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาคณะกรรมการกนอช. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ไปตรวจสอบความซ้ำซ้อนของ 246 โครงการที่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอีกครั้ง ซึ่งตนยืนยันว่าโครงการทั้งหมด 246 โครงการ อยู่ในแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ถ้าโครงการใดอยู่นอกแผนตนรับไม่ได้
“ส่วนโครงการต่อทางยกระดับถนนพระบรมราชชนนีไป จ.นครปฐม และโครงการยกระดับถนนพุทธมณฑลสาย 4 และ สาย 5 นั้น ยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในแผนระยะเร่งด่วนและระยะยาว ซึ่งแม้จะผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว แต่ กนอช.จะต้องไปตรวจสอบก่อน และจะทำหรือไม่ ก็ยังไม่รู้ เพราะอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก 3 ปี โดยไม่แน่ว่าจะแล้วเสร็จหรือไม่ ดังนั้น กนอช.อาจจะอนุมัติเงินให้แค่ทำการสำรวจหรือทำการศึกษาเท่านั้น แต่คงไม่อนุมัติค่าดำเนินการก่อสร้างให้ หากจะมีการดำเนินการจริงๆคงต้องไปใช้งบปกติของกระทรวงเท่านั้น”นายกิจจา กล่าว
นายกิจจา กล่าวอีกว่า ทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ไม่มีอยู่ในแผนของระยะยาว แต่โครงการนี้มีการเพิ่มเข้า ซึ่งมีการถกเถียงกันในที่ประชุมโดยนายกฯก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร เพียงแต่บอกว่าในเมื่อมันไม่อยู่ในแผนระยะเร่งด่วนหรือระยะยาว ก็เอาไปดูว่าจะเพิ่มหรือไม่ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆจะมาใส่ลงไป โดยฝากตน นายปีติพงษ์ และคณะกรรมการกบอ.กลับไปตรวจสอบดู



