ข่าว

เอาตัวรอดในสังคมอุดมความเกลียด

เอาตัวรอดในสังคมอุดมความเกลียด

12 มี.ค. 2555

เอาตัวรอดในสังคมอุดมความเกลียด : มองมุมยุทธศาสตร์ โดย เรือรบ เมืองมั่น Facebook: ruarob.muangman

               สังคมไทยไม่น่าอยู่ตั้งแต่ต้นปี 2549 เมื่อกลุ่มพันธมิตรออกมากล่าวหาโจมตีนายกฯ สมัยนั้นอย่างหยาบคายโดยไม่เกรงกฎหมายหมิ่นประมาท การที่คนด่าไม่ถูกดำเนินคดี อย่างแย่ที่สุดก็รอลงอาญานั้นทำให้เกิดกลายเป็นบรรทัดฐานตั้งแต่บัดนั้นมาว่า ใครจะด่าใครก็ไม่ผิด เพราะคนด่าทำถูกต้องเพื่อประเทศชาติ ประชาธิปไตย หรือแม้แต่เพื่อสถาบัน ขณะที่คนถูกด่านั้นโกงบ้านโกงเมืองหรือเป็นเผด็จการฆ่าคน การที่ต่างฝ่ายต่างด่ากันไม่ยั้งรูปากและมีผู้มีอิทธิพล ตลอดจนมวลชนหนุนหลังกันฝ่ายละเป็นจำนวนมาก จนฝ่ายบ้านเมืองต้องเกรงใจ ลู่ลมไปเรื่อย เช่นนี้ ทำให้อณูความเกลียดชังระหว่างกันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาทีก็ปะทุออกมาจนมีเจ็บตาย พอให้ได้รั้งอาวุธกันบ้าง แต่ใต้พื้นผิวเวลาที่ ”หยุดยิง” กันนั้น ลาวาเดือดยังไหลแรงเข้มข้น แล้วคนทั่วไปจะเอาตัวรอดยังไงกับภาวะเช่นนี้
   
             คนธรรมดาก็จำเป็นต้องอยู่ได้ยินได้ฟังความเกลียดชังนี้ ต้องมีชีวิตสัมพันธ์อยู่กับฝ่ายที่ทั้งโปรเหลืองโปรแดง ต้องฟังคำแสลงหูของฝ่ายตรงข้ามที่ด่ารัฐบาลของฝ่ายตนหรือที่ถล่มพรรคฝ่ายค้านที่ตนรัก บางครั้งคนเหล่านี้ก็อินร่วมด่าในวงเหล้า วงตลาด วงเฟซบุ๊ก เผลอก็เจอกระทืบหรือเจอมาตรา 112 กันไป บางครั้งก็น่ากลัวขนาดโดนลูกหลงที่เขายิงกันตายคารถแท็กซี่แบบเด็ก 10 ขวบเมื่อปี 2553 จนถึงวันนี้ประชาชนต้องเอาตัวรอดกันเอง จะไปหวังให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดปลุกกระแสความรุนแรงก็คงไม่ได้ เพราะพวกคนเหล่านั้นเลือดเข้าตาเสียแล้ว คิดว่าฝ่ายตนถูกต้องและเข้าใจว่าแค่ด่ากันคงไม่ซวยขนาดจะมีหมัดมีกระสุนพุ่งเข้าหาตัวหรอก คนธรรมดาจึงต้องหามาตรการป้องกันของตนเอง
   
             การป้องกันทางกายภาพ คือ อย่าไปกร่างกับคนสีเสื้อต่าง ได้ยินเขาด่าคนที่ตนรักก็ไม่ต้องแจม เพราะเรื่องศรัทธาหรือไม่ศรัทธานั้นหาเหตุผลไม่ได้ อย่าแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างโดดเด่นถ้าไปที่สาธารณะตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการประดับกายหรือพาหนะ เพราะภัยคุกคามจากความหมั่นไส้นั้นอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ไม่รู้ตัว ส่วนการป้องกันทางยุทธศาสตร์ เช่น การโพสต์ข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือแม้แต่โทรศัพท์ที่ปราศจากความระวังนั้น อาจถึงขั้นติดคุกหรืออย่างน้อยก็โดนด่าพ่อล่อแม่ได้ การลงชื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องพิจารณาให้ดี เพราะอาจได้รับผลกระทบจากที่ทำงาน หรือเครือญาติ
   
             ที่น่าเป็นห่วงคือการป้องกันทางความคิด เรื่องโม้ๆ ห่วยๆ หากออกจากปากนักพ่นระดับเทพก็อาจหลอกลวงสมองคนเก่งทางการงาน แต่ไม่ประสาทางการเมืองได้ หากไม่ต้องการกลายเป็นลาโง่โดนจูงทุกเรื่อง ก็ต้องต้องหมั่นวิเคราะห์ข้อมูลที่ไหลออกมาหลายๆ มุม แล้วเลือกเชื่อในคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล ชอบธรรม เป็นประชาธิปไตย และเห็นอกเห็นใจคนอื่นที่สุด