
เอกชนปรับตัวรับค่าแรงใหม่
เอกชนปรับตัวรับค่าแรงใหม่ - จับตาผลพวงเล็ง "ย้ายฐาน-ขึ้นราคาอาหาร" : โดย ... อนัญชนา สาระคู
การปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ตามนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกผลักดันมาอย่างหนัก กำลังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นี้ โดยนำร่องใน 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม และภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อให้สอดคล้องกันใน 6 กลุ่ม รวม 22 อาชีพ ได้แก่ 1.ช่างเครื่องกล 2.ภาคบริการ 3.ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 4.ช่างอุตสาหการ 5.ช่างก่อสร้าง และ 6.ช่างอุตสาหกรรมศิลป์
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีข้อเสนอจากภาคธุรกิจในการทยอยปรับขึ้นค่าแรงเพื่อมีระยะเวลาปรับตัว แต่ไร้ผล จากนี้ไปจึงจะได้เห็นถึงการปรับตัวในภาคธุรกิจ ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในหลายๆ ด้านที่สะท้อนมาจากการขึ้นค่าแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อแรงงาน หากนายจ้างไม่สามารถปรับตัวเองได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นที่มาของแนวโน้มการเลิกจ้างและอัตราว่างงานที่จะสูงขึ้น
ทั้งนี้ จากการสำรวจภาคอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่าอยู่ระหว่างการปรับตัว ซึ่งก็มีทั้งการย้ายฐานการลงทุนเพื่อหนีต้นทุนด้านค่าแรงที่สูงขึ้น การเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะเดียวกันในกลุ่มอาหารมองแนวโน้มราคาอาหารอาจต้องปรับขึ้นตาม
นุ่งห่มย้ายฐานลงทุนหนีค่าแรงพุ่ง
เริ่มจาก "อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม" นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน เมื่อออกมาเป็นกฎหมายบังคับ จึงต้องทำตามกฎหมาย และปรับตัวเพื่อลดต้นทุนการผลิต
"ขณะนี้เริ่มเห็นผลที่เกิดขึ้นชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่หยุดการลงทุนในประเทศไทย ไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมและเริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศตามที่รัฐบาลต้องการแล้ว และหลายบริษัทพบว่าได้ลดขนาดการลงทุนในไทยลง แทนที่จะเป็นการขยายการลงทุนในต่างประเทศ กลายเป็นการย้ายฐานการลงทุนไปยังต่างประเทศเลย ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากนโยบายการขึ้นค่าแรงที่เร็วและรุนแรงของรัฐบาล"
ทั้งนี้ เมื่อประเทศไทยปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทแล้ว จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนด้านแรงงานสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและสูงเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว เช่น ค่าแรงในประเทศไทยเทียบจากอัตราในกรุงเทพฯ จะสูงกว่าอัตราค่าแรงในเวียดนามเป็นเท่าตัว ทั้งยังสูงกว่าค่าแรงในกัมพูชาและลาวกว่า 3 เท่าตัว จึงพบว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มขนาดใหญ่ที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของการส่งออก มีวิธีคิดเดียวกันหมดคือการย้ายฐานลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนบริษัทรับช่วงการผลิต และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็จะเห็นการปรับตัวเช่นเดียวกัน หากใครสามารถปรับตัวได้ก็มีโอกาสอยู่รอด แต่หากปรับตัวไม่ได้ก็ต้องมีการล้มหายตายจากไป แต่ผลกระทบจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนหรือจะเห็นการเลิกกิจการขนาดไหนน่าจะชัดเจนในช่วงปลายปี เพราะขณะนี้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการปรับตัว หากอยู่ไม่ได้ก็ต้องปิดไป
"เฉพาะในอุตฯ เครื่องนุ่งห่ม มีแรงงานอยู่ราวๆ 3-4 แสนราย เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักกว่า 80% ที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการได้เสนอให้รัฐบาลทยอยปรับขึ้นค่าแรง แต่เขาก็ไม่ฟัง เราก็ได้แต่หวังว่าจะปรับตัวได้ เรื่องลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มองว่าเป็นแค่เรื่องหลอกกันเล่นๆ ซึ่งอาจจะได้ประโยชน์แต่เพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนเรื่องดอกเบี้ยที่รัฐบาลพยายามกดให้ลดลง หากลดลงมาได้จริงก็จะมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่เมื่อในประเทศไม่มีการลงทุนเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงไปก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน จึงถือว่าเป็นการตอบโจทย์กันคนละมุม" นายสุกิจ กล่าว
เฟอร์นิเจอร์จับกลุ่มหั่นต้นทุน
ด้าน "อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์" ซึ่งมีการใช้แรงงานหลายหมื่นคน แต่ก็เจอกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เกี่ยวกับผลกระทบเรื่องค่าแรงนั้น นายวีระชัย คุณาวิชยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทได้ คงต้องรอให้ผ่านไปสักระยะหนึ่งก่อน จากนั้นแต่ละบริษัทคงจะประเมินถึงผลกระทบอีกครั้ง
"ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าผลกระทบจะถึงขึ้นต้องเลิกจ้างหรือปิดกิจการกันหรือไม่ คงต้องให้ถึงเวลาเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางกลุ่มพยายามปรับตัวเพื่อรองรับกับต้นทุนที่สูงขึ้นมาต่อเนื่อง โดยรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิต เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงขึ้นถือเป็นปัญหาหลักของเรา ทั้งต้นทุนวัตถุดิบคือไม้ยางที่สูงขึ้นตามราคายางพารา และยังมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นอีก ส่งผลต่อการส่งออกให้ติดลบไป 1% เมื่อปีที่ผ่านมา"
อย่างไรก็ตาม จากเหตุอุทกภัยเมื่อปลายปีก่อนจนขณะนี้โรงงานส่วนใหญ่ได้เดินหน้าการผลิตแล้ว เมื่อการส่งออกไม่ดีนักในปีนี้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จึงหันมาทำตลาดในประเทศมากขึ้น จากความต้องการซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้คาดว่าตลาดในประเทศปีนี้จะเติบโตได้ถึง 20% ขณะที่ตลาดส่งออกพยายามจะเปิดตลาดใหม่ๆ ให้มากขึ้น เช่น พม่า ถือว่าเป็นตลาดใหม่มากและยังไม่มีห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ รวมทั้งขยายตลาดอื่นๆ ด้วย เพื่อพยายามรักษาสัดส่วนการส่งออกให้ไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ 1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จ่อขึ้นราคาอาหารตามค่าแรง
กลุ่ม "ภัตตาคาร-ร้านอาหาร" เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ว่าได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และมีแนวโน้มว่าต้นทุนที่สูงขึ้นนี้จะสะท้อนไปยังราคาอาหารให้ต้องปรับขึ้นตาม
นางณัจยา แก้วนุ้ย กรรมการสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบในการประกอบการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีก่อน จนปัจจุบันก็ยังไม่ปรับลดราคาลงเลย เมื่อค่าจ้างแรงงานต้องปรับขึ้นอีกยิ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการร้านอาหารสูงขึ้นไปอีก ซึ่งกำลังพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านอาหารด้วยกันว่าจะทำอย่างไร เบื้องต้นเมื่อต้นทุนค่าบริหารจัดการสูงขึ้นก็อาจจะต้องสะท้อนไปยังราคาจำหน่ายอาหารให้ต้องปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ภาครัฐออกมาควบคุมราคาอาหารนั้น อยากบอกว่าต้นทุนในการประกอบการร้านอาหารไม่ได้มีเฉพาะค่าวัตถุดิบ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ หรือไข่ไก่เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นด้วยที่อยากให้ภาครัฐมองให้รอบด้าน และเมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้นค่าครองชีพอื่นๆ ก็ต้องปรับขึ้นตาม เมื่อรัฐต้องการควบคุมราคาอาหารที่ปลายทางก็อยากให้ไปควบคุมราคาวัตถุดิบด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะมีการควบคุมในเรื่องนี้เลย
"การปรับตัวของผู้ประกอบการอาหารคงต้องเห็นว่ามีการปรับตัวกันไป แต่หากอยู่ไม่ได้ก็น่าจะมีผู้ประกอบการหลายรายปิดตัวกันไปเช่นกัน" นางณัจยา กล่าว
จี้รัฐช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยนายฐยณัณ พรพิทักษ์ชัยกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมฯ ส.อ.ท. กล่าวว่า โดยทั่วไปกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีการจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงไม่มีผลกระทบใดมากนัก ส่วนการจะปรับขึ้นเพื่อหนีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่คงต้องดูไปตามความเหมาะสมและค่อยเป็นไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลนอกจากการปรับขึ้นค่าแรงคือต้นทุนด้านอื่นๆ ในส่วนของแรงงานที่เพิ่มขึ้น เช่น การพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่กำหนดว่าบริษัทใดแรงงานเกินกว่า 100 คนจะต้องทำการฝึกอบรมประจำปีให้ได้ตามกำหนด หากทำไม่ได้จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มเข้าไปแทน หรือกรณีที่กำหนดว่าบริษัทจะต้องมีการว่าจ้างผู้พิการเข้ามาทำงาน ซึ่งทางโรงงานยินดีรับคนพิการเข้าทำงาน แต่ก็ติดปัญหาที่ว่าคนพิการไม่ต้องการเข้าทำงานในโรงงาน เมื่อทำไม่ได้ตามเกณฑ์ก็ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน
"เรื่องนี้เราได้ยื่นเรื่องเพื่อขอความช่วยเหลือต่อกระทรวงแรงงานไปแล้วก็ไม่ได้รับการตอบรับกลับมา หากสามารถลดภาระในส่วนนี้ลงได้น่าจะช่วยลดภาระผู้ประกอบการได้โดยตรง"
นายฐยณัณ กล่าวด้วยว่า เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เพื่อผลักดันให้ผู้บริโภคภายในประเทศมีกำลังซื้อเป็นการผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศให้สูงขึ้น แต่อยากจะบอกว่า นอกจากแรงงานแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการเองก็จำเป็นต้องมีเงินด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีเงินก็จะไม่มีการลงทุนเพิ่ม ไม่สามารถหาซื้อเครื่องจักรได้ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนในด้านนี้ โดยเฉพาะให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก และยังไม่เห็นความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล
อัญมณีไร้ผลกระทบจากค่าแรง
ส่วน "อุตสาหกรรมการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ" ยืนยันไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ นายสมชาย พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า จากการสอบถามความคิดเห็นจากสมาชิกสมาคม ส่วนใหญ่บอกว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงในครั้งนี้ เพราะปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการต่างจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากการผลิตสินค้าในกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ความชำนาญและเชี่ยวชาญ หากมีการจ่ายอัตราค่าจ้างต่ำหรือในอัตราที่ไม่เป็นธรรม ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะมีมากกว่า
"ค่าจ้างแรงงานในอัตราที่สูงกว่า 300 บาทสำหรับอุตสาหกรรมนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนคนที่ยังไม่มีความชำนาญก็ต้องพัฒนาและฝึกฝน ซึ่งค่าแรงก็จะเป็นไปตามความสามารถ อีกทั้งยังมีกลุ่มรับช่วงผลิตซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ช่างเจียระไน เข้าตัวเรือน ซึ่งการจ่ายเงินค่าจ้างที่สูงกว่าขั้นต่ำจึงถือเป็นเรื่องปกติในกลุ่มนี้" นายสมชายกล่าว
----------
(หมายเหตุ : เอกชนปรับตัวรับค่าแรงใหม่ - จับตาผลพวงเล็ง "ย้ายฐาน-ขึ้นราคาอาหาร" : โดย ... อนัญชนา สาระคู)
----------



