ข่าว

ประชามีสุขจากรอยทางพระราชดำริ

ประชามีสุขจากรอยทางพระราชดำริ

12 มี.ค. 2555

ประชามีสุขจากรอยทางพระราชดำริ

          เวลามักเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง และในด้านแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เป็นอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นแล้วว่า สร้างความสุขแท้จริงแก่ปวงประชาอย่างมหาศาล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับสำนักราชเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงบประมาณ จึงได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติภายใต้ชื่องาน "84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา" โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานเปิดงาน พร้อมพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศจากการประกวดต่างๆ ภายในโครงการ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันก่อน
 
          ในการนี้ได้ทอดพระเนตรนิทรรศการ 84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา ที่นำเสนอพระกรณียกิจ แนวพระราชดำริมาร้อยเรียงตั้งแต่เสด็จพระราชดำเนินโครงการแรกในการสร้างถนนเข้าหมู่บ้านห้วยมงคล การแสดงภาพยนตร์ 4 มิติ "ดิน น้ำ ป่า อาชีพ สร้างสมดุลสู่ความยั้งยืน" และนิทรรศการผลสำเร็จจากการพัฒนาในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 4 ภาค พร้อมกันนี้พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้จัดทำโครงการ นิทรรศการ และผู้ที่ได้รับรางวัลว่า
 
          "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชหฤทัยเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยทุกข์สุขของราษฎรเป็นอย่างยิ่ง และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วภูมิภาคของประเทศสืบเนื่องมาหลายทศวรรษ ด้วยพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรให้เห็นความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง ทรงทราบแก่พะราชหฤทัยดีว่า หากปวงประชาสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีความสุขสบายเสมอภาคกัน เกื้อกูลช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดสันติสุขแก่สังคม ทั้งประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองมั่นคงสถาพรสืบไป แนวพระราชดำริและพระราชจริยวัตรอันประเสริฐเป็นแบบอย่างที่ดีงาม หากโน้มนำไปปฏิบัติก็จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ตน แก่สังคม และประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง"
 
          เปรียวจันทร์ ต๊ะต้นยาง เกษตรกร ต.เชียงเคี่ยน อ.เทิง จ.เชียงราย ผู้ชนะเลิศรางวัลพระราชทานผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทเกษตรกรทฤษฎีใหม่ กล่าวถึงความสำเร็จหลังเริ่มต้นนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในที่ดินของตัวเองว่า เริ่มปฏิบัติตามแนวพระราชดำริมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ในที่ดิน 23 ไร่ โดยแบ่งเป็นส่วนของแปลงผัก ป่าไม้ บ่อปลา ไม้ผล และโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ตามสัดส่วนที่ตัวเองสะดวกต่อการบริหารจัดการ ระยะแรกมีความลำบาก เพราะดินไม่ดีเท่าที่ควร จน 10 ปีผ่านไป ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว มีพืชขาย และนำไปเลี้ยงสัตว์ มูลสัตว์ก็เป็นจุลินทรีย์ที่ดีไว้ใช้ทำปุ๋ยช่วยให้ดินมีคุณภาพมากขึ้น ปลูกอะไรก็มีผลงาม ไม่มีสารพิษ เรียกได้ว่าเป็นวงจรที่เกื้อกูลกันตลอด ลดค่าใช้จ่ายได้มาก ทำให้สามารถอยู่ได้อย่างสมดุลยั่งยืน