ข่าว

'วรเจตน์'เปิดใจหลังโดนชกยันเดินหน้า

'วรเจตน์'เปิดใจหลังโดนชกยันเดินหน้า

09 มี.ค. 2555

เปิดใจ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ครั้่งแรกหลังโดนชก เฝ้าติดตามความเห็นมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ยันไม่หวั่นกับเสียงโจมตี พร้อมเดินหน้าต่อแม้นฝ่ายการเมืองจะไม่สนองตอบ ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ "แปลกใจ-เสียใจ" นักวิชาการหรือกลุ่มที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวกั

            9มี.ค.2555  รายการ คม-ชัด-ลึก ทางเนชั่นทีวี ได้จัดตอน : เปิดใจ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ครั้่งแรก... หลังถูกทำร้าย  โดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์และเคลื่อนไหวการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กล่าวว่า  หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ทำร้ายตนเกิดขึ้น ก็ได้ติดตามการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งตนเห็นว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังคงปิดหูปิดตา และมีหลายที่ใช้ถ้อยคำที่หยาบคายมาด่าท้อด้วยความไม่เหตุผลประกอบใดๆ ทั้งสิ้น โดยบางคนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงสังคมได้แสดคงามสะใจออกมา เรื่องนี้ได้สะท้อนพื้นฐานระดับจิตใจบางคน

              "อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ขอให้เป็นเรื่องของการกาลเวลาที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่เราจะเปลี่ยนแปลงความคิดเของเขาไม่ได้ ผมเองก็ได้แต่สังเวชใจ เรื่องนี้ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจในกลุ่มคนพวกนี้มากนัก เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาตอบโต้ในเรื่องของความรู้สึก มากกว่าการใช้เหตุและผลมาต่อสู้กัน" นายวรเจตน์  กล่าว

              เมื่อถามว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้ทำให้เกิดความอ่อนล้าในเรื่องของความรู้สึกบ้างหรือไม่ นายวรเจตน์ กล่าวว่า สำหรับตนเองแล้ว ได้ผ่านความรู้สึกในเรื่องดังกล่าวมาหมดแล้ว เพราะตนได้ถูกโจมตี และได้ถูกกล่าวหามาหลายเรื่อง ทั้งที่ไม่ตรงกับความจริงเลย และทุกวันนี้ก็ยังถูกกกล่าวหาอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกว่าหาว่าตนได้รับเงินพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มสถาบันอะไรต่าง ซึ่งเรื่องนี้มีการกล่าวหาตนมาโดยตลอด ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง ส่วนตัวแล้วไม่เคยหวั่นไหวในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ตนเชื่อว่ากาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงทั้งหมด การกระทำของตนเองทั้งหมด ตนถือว่าทำทุกอย่างด้วยเจตนาดี และด้วยความหวังดี ตนไม่มีผลประดยชน์อะไรแอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น และตนเองก็ไม่เคยได้รับผลประโยชน์อะไรเลย    

              เมื่อถามว่า ไม่คิดว่าตัวเองโดนโจมตีจากทุกทิศทุกทางหรือไม่ นายวรเจนต์ กล่าวว่า  ตนยอมรับว่ามีความรู้สึกอย่างนั้น แต่ในบางครั้งเราก็จำเป็นที่จะต้องอดทน แต่ตนก็ใช้ความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งมันไม่มีวิธีอื่นที่จะมาพิสูจน์ ส่วนการตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรงนั้นไม่มีประโยชน์เลย

              เมื่อถามว่า ความตั้งหวังของตนเองที่ตั้งเอาไว้ไม่ถือว่าเป็นการตั้งต้นทุนที่มากจนเกินไปหรือเปล่า นายวรเจตน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ และเรื่องเหล่านี้ตนไม่เคยประเมิน เพราะทุกครั้งที่ตัดสินใจทำเรื่องอะไรออกไปจะคำนึงเรื่องพื้นฐานของหลักการที่ตนเองคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

              เมื่อถามว่า การออกพูดในเรื่องมาตรา 112 ของตนเองในเวทีต่างๆ ถือว่าเป็นการออกมาสอนหนังสือหรือว่าเป็นการออกมาเคลื่อนไหว นายวรเจตน์ กล่าวว่า ตนมีอาจารย์เป็นครูบาอาจารย์ ที่จะต้องสอนหนังสือ ดังนั้นการที่ตนไปพูดในเวทีต่างๆ ถือว่าเป็นการให้ความรู้ ไม่ใช่เป็นการเคลื่อนไหว เมื่อมีการพูดออกไปแล้ว ก็พยายามรับฟังข้อมูล การเสนอ หรือข้อท้วงติงต่างๆ ตนก็นำกลับมาคิดและรับฟังสิ่งต่างๆที่มีการเสนอแนะออกมา การพูดของตนเองก็พูดอย่างเปิดเผยที่จะบอกกับสังคม และการที่ตนออกมาพูดนั้นไม่ได้สนองความต้องการของคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน

              "สิ่งที่ผมออกมาพูดในเรื่องนี้ ไม่ได้คาดหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนความคิดของคนทุกคนในระยะเวลาวันสองวันได้ เรื่องอย่างนี้จะต้องใช้เวลา เป็นเพียงแต่สิ่งที่ผมออกมาพูดนั้น เป็นเพียงมาตราฐานขั้นต่ำของสังคมประชาธิปไตย ที่จะให้ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่เอาเรื่องของความรู้สึก เรื่องความชัง หรือเรื่องของอคติมาสู้กัน และสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีการเอาข้อมูลมาแย้ง สิ่งที่ผมออกมาพูด ผมถือว่าสิ่งที่ ผมพูดนั้นประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าเหตุผลที่ออกมาจะข้อบกพร่องก็ตาม ต่อไปเรื่อยๆก็จะมีการพัฒนาไป และก็จะไปสู่จุดที่มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ " นายวรเจตน์ กล่าวว่า

              เมื่อถามว่า แค่ไหนที่ตัวเองจะถือว่าควรจะหยุด นายวรเจตน์ กล่าวว่า เราจะไม่ถอยจากความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ ที่จะมาตัดสินกันด้วยกำลัง เพราะการตัดสินกันด้วยกำลังนั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ เรื่องนี้หากจะต้องใช้เวลาอีกนาน หรืออีกหลายปีที่จะต้องอธิบายความเพื่อให้ไปถึงจุดที่ให้มีการปรับเปลี่ยน ก็คงจะต้องพูดอธิบาย แม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่จะรับฟังเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยนิด ตนก็คงจะต้องอธิบายต่อไป เนื่องจากในสังคมทุกสังคม จำเป็นที่จะต้องมีที่ยืนให้กับคนทุกคนทุกความเห็น และการพูดคุยถกเถียงกันนั้นไม่ได้ไปทำร้ายใคร เหมือนการไปใช้กำลัง เรื่องนี้แม้ว่าจะมีคนที่ไม่เห็นด้วยกันตนในเรื่องนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะมีในเรื่องของสิ่งที่เป็นขั้นต่ำของสังคม คือ จะต้องมีการเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกันอย่างเป็นอารยะ

              เมื่อถามว่า เมื่อมาดูแล้วก็มำให้เชื่อว่าสิ่งที่อาจารย์เสนอออกมานั้น ก็ไม่ได้รับการแก้ไขใช่หรือไม่ นายวรเจตน์ กล่าวว่า เท่าที่ดูจากแนวโน้มของฝ่ายการเมืองทั้งหมด ก็คงจะไม่มีการแก้ไข เพราะอำนาจทั้งหมดในการแก้ไขไม่ใช่ตน และไม่ใช่ประชาชนที่เข้าชื่อ แต่คือส.ส. และส.ว. ที่อยู่ในสภา เมื่อพรรคการเมืองใหญ่ทั้งหมด เขาได้ออกมาบอกว่าจะไม่แตะต้องมาตรานี้ แนวโน้มของการแก้ไขคงจะไม่เกิดขึ้น แต่การไม่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้กลุ่มคนที่เห็นว่ามาตรานี้ควรจะต้องแก้ไข มาตรานี้กำลังมีปัญหา ก็ควรจะต้องให้เขาพวกนั้นได้มีโอกาสได้พูด

              "สิ่งที่ผมมีความแปลกใจ และเสียใจ คือ หลังจากที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ออกมาเปิดประเด็นในเรื่องนี้แล้ว กลุ่มคนที่น่าจะมีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนักวิชาการ หรือกลุ่มที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ควรจะออกมาแสดงความคิดเห็นจากข้อเสนอดังกล่าว แต่สิ่งที่ปรากฎ คือ กลับไม่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้แต่อย่างใด ทุกคนที่เกี่ยวข้องกลับเงียบ ไม่แสดงท่าทีใด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามผมยอมรับว่าหลังจากที่ผมออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้แล้ว ผมได้สูญเสียบุคคลที่เคารพนับถือไปจำนวนไม่น้อย รวมทั้งเพื่อนนักวิชาการจำนวนมาก โดยเฉพาะอาจารย์ในคณะเดียวกันกับผม บางคนก็ไม่พูดคุยด้วย " นายวรเจตน์ กล่าว