
เปิดโลกวันอาทิตย์:หนึ่งปีสึนามิญี่ปุ่น
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ครบรอบหนึ่งปีสึนามิ ชีวิตต้องสู้ของบุรุษทระนง'ฟุโตชิ โทบะ' โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
รวดเร็วราวจักรผันจริงๆ ไม่ทันไรก็ครบรอบหนึ่งปีของวันมหาวิปโยคจากแผ่นดินไหวและสึนามิบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของแดนซากุระบานเช้าบานเย็นญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554
หนึ่งปีที่ลูกหลานซามูไรต้องกล้ำกลืนความปวดร้าวจากความทรงจำที่ยังคงหลอกหลอนไม่ลืมเลือน จากความเจ็บปวดที่ต้องพลัดพลากกับผู้เป็นที่รักยิ่ง รวมทั้งต้องสูญเสียบรรดาสมบัติที่มีอยู่ เพื่อช่วยกันสร้างบ้านใหม่ ชุมชนใหม่ เมืองใหม่และชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่สื่อส่วนใหญ่ต่างมุ่งให้ความสนใจกับข่าวลือเรื่อง “ผีหลอกวิญญาณหลอน” ที่ว่าวิญญาณของคนตายจากคลื่นยักษ์สึนามิได้เที่ยวหลอกหลอนไปทั่วเมือง อิชิโนะมากิ ซึ่งมีคนตายเป็นเบือถึง 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดราว 1.9 หมื่นคน แบบเดียวกับข่าวลือที่เคยสะพัดไปทั่วหลังเกิดสึนามิที่ไทยว่ามีคนพบวิญญาณล่องลอยตามชายหาด เล่นเอาคนที่พบเห็นหัวโกร๋นไปหลายราย
ส่วนข่าวลือเรื่องผีสึนามิหลอกหลอนที่เมืองอิชิโนะมากินั้น ทำให้แผนฟื้นฟูเมืองขึ้นมาใหม่พลอยสะดุดกลางคัน เนื่องจากคนงานจำนวนไม่ใช่น้อยไม่กล้าไปทำงานเพราะกลัวจะถูกผีหลอก แม้กระทั่งคนขับแท็กซี่ก็ไม่กล้ารับผู้โดยสารในที่เปลี่ยว กลัวจะหายวับต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เกรงใจว่าคนกับผีนั้นอยู่กันคนละโลก
แต่สื่ออีกไม่ใช่น้อยก็ยังไม่ลืมเรื่องราวของบุรุษทระนงผู้หนึ่ง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของการยืนหยัดพลิกฟื้นเมืองขึ้นมาใหม่ แม้ว่าตัวเองต้องสูญเสียภรรยาสุดที่รักไปกับคลื่นยักษ์ที่ถล่มเมืองทั้งเมืองจนแทบราบเป็นหน้ากลอง คร่าชีวิตชาวเมืองถึง 2,300 คน หรือ 1 ใน 10 ของประชากร 2.3 หมื่นคน
บุรุษทระนงผู้นั้นก็คือ ฟุโตชิ โทบะ นายกเทศมนตรีวัย 47 ปีแห่งเมือง ริกุเซนทาตากะ เมืองประมงเล็กๆ ริมฝั่งทะเลด้านตะวันออกของจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสึนามิหนักหน่วงที่สุด แม้ว่าชาวเมืองนี้จะมองการณ์ไกลสร้างแนวคอนกรีตสูงถึง 5.40 เมตร เพื่อกันคลื่นยักษ์แต่ก็ไม่อาจขวางกั้นอภิมหาคลื่นยักษ์ที่มียอดคลื่นสูงถึง 13-14 เมตร หรือบางกระแสว่าสูงถึง 40 เมตรได้ กวาดซัดเมืองทั้งเมืองจนพินาศย่อยยับเหลือไว้แต่ซาก
แม้กระทั่งป่าสนอายุร้อยๆ ปี ริมชายหาดหลังแนวคอนกรีตนั้น ซึ่งเป็นป่าสนที่อยู่คู่เมืองนี้มานานกว่า 200 ปีก็ถูกซัดล้มทั้ง 7 หมื่นต้น เหลือไว้ก็แต่ต้นสนสูงราว 30 เมตร อายุราว 260 ปี เพียงต้นเดียวที่ยังยืนตระหง่านเป็นที่มหัศจรรย์ยิ่ง จนได้รับการขนานนามว่า "สนเดียวดาย"
สนเดียวดาย ต้นนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวใหม่ของเมืองนี้เคียงคู่กับโทบะ ซึ่งบุญมีแต่กรรมบังได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนี้เพียงเดือนเดียวก่อนหน้าจะเกิดโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นฝันร้ายของลูกหลานซามูไรทั่วประเทศ
ทั้ง "สนเดียวดาย" ต้นนั้นกับฟุโตชิ โทบะ บุรุษจอมทระนงกลายเป็นตำนานของการสูญเสียและการยืนหยัดฝ่าฟันเอาชนะธรรมชาติเพื่อสร้างเมืองริกุเซนทาตากะ ขึ้นมาใหม่
หนึ่งปีผ่านไป โทบะยังคงต้องสวมหมวก 2 ใบทั้งในฐานะนายกเทศมนตรีผู้ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในการกอบกู้เมืองขึ้นมาใหม่ กับในฐานะพ่อที่ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในการเลี้ยงลูกกำพร้า 2 คน อายุ 13 และ 11 ปีให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งกายและใจ
ในฐานะนายกเทศมนตรี โทบะต้องเป็นแกนนำชาวเมืองช่วยกันเก็บกวาดเศษซากปรักหักพังของบ้านเรือนรวมถึงซากบ้านของโทบะเองที่พังยับเยินรวมทั้งซากต้นสนทั้ง 7 หมื่นต้นจนสะอาดหมดจดอีกครั้ง นอกเหนือจากต้องคอยเกลี้ยกล่อมชาวเมืองไม่ให้อพยพหนีไปอยู่ที่อื่น ให้หันมาช่วยกันสร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ จนขณะนี้ธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง
แต่งานที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นก็คือการเป็นหัวหอกในการต่อสู้ฟาดฟันกับรัฐบาลในกรุงโตเกียวอย่างดุเดือดถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะการต้องฟาดฟันกับระบบราชการที่แสนอืดอาดล่าช้าเป็นเรือเกลือ และคิดนอกกรอบไม่เป็น จนแทบไม่มีอะไรคืบหน้าเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลที่จะนำมาสร้างเมืองใหม่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,500 บาท)
นอกเหนือจากต้องต่อกรกับข้าราชการที่ยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าโทบะไม่มีสิทธิสร้างศูนย์กลางเมืองขึ้นมาใหม่บนพื้นที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน เนื่องจากเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งกฎหมายห้ามนำไปพัฒนาเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งๆ ที่เมืองเก่าจะพินาศย่อยยับแค่ไหนก็ตาม
การโต้เถียงเป็นไปอย่างดุเดือดยืดเยื้อ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ในโตเกียวต่างเอือมระอากับความดื้อรั้นของโทบะไปตามๆ กัน ขณะที่โทบะตบโต๊ะประกาศลั่นว่าถ้าหากรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ก็ถอนทหารออกไป ปล่อยให้คนในชุมชนเขาบริหารจัดการกันเองโดยไม่ต้องยืมจมูกของรัฐบาลกลางที่โตเกียวมาหายใจดังที่เป็นอยู่ในขณะนั้น
จากนั้นโทบะก็ใช้สื่อทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ให้เป็นประโยชน์ในการกดดันข้าราชการที่สุดแสนอืดอาดเชื่องช้าจนประสบความสำเร็จดังใจหมาย ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองใหม่ตามผังเมืองใหม่ที่วางไว้อย่างดี มีโรงพยาบาล ศาลากลาง ห้องสมุด และโรงเรียน อยู่บนที่สูง ทำให้การบริหารจัดการเมืองนี้รวมศูนย์อยู่ที่ศาลากลางใหม่ และช่วยให้ชาวเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุสามารถใช้บริการได้โดยง่าย
นอกจากนี้ โทบะก็กล้าทลายกำแพงความทระนงว่าเป็นชายชาติซามูไรที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใคร ด้วยการเปิดเกมรุกขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ ด้วยการพบกับเอกอัครราชทูตของสิงคโปร์ อิตาลี และสหรัฐอเมริกา ภายใต้ความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติ จนได้รับความช่วยเหลือทางการเพื่อสร้างห้องสมุดเคลื่อนที่และงบสร้างหอประชุมเมืองขึ้นมาใหม่จากชาวสิงคโปร์ ฯลฯ
ความมุ่งมั่นของโทบะทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อลูกๆ ทั้งสอง แต่เพื่ออนาคตของเด็กๆ อีกจำนวนมากที่จะเติบใหญ่ในภายหลัง
สำหรับหมวกอีกใบหนึ่งที่สำคัญพอๆ กันที่โทบะไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ก็คือการต้องเลี้ยงลูกกำพร้าทั้ง 2 คน ทาอิกะ วัย 13 ปี และ คานาโตะ วัยเพียง 11 ขวบ ซึ่งยังไม่ลืมเลือนในเหตุการณ์ที่พรากแม่ไปต่อหน้าต่อตา โดยเฉพาะคานาโตะที่ยังทำใจไม่ได้
"ลูกผมยังทำใจไม่ได้ โดยเฉพาะลูกชายคนเล็กที่นอนฝันร้ายทุกคืน"
โทบะยอมรับว่าการต้องเลี้ยงลูกที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่นเพียงลำพังเป็นงานหนักไม่ใช่น้อย ไม่ต้องไกลไปถึงงานหนักในฐานะนายกเทศมนตรีที่จะต้องเดินหน้าฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ ทำให้ตัวเองมักจะคิดถึงคูมิ ภรรยาคู่ยากผู้ล่วงลับอยู่บ่อยๆ เพราะเธอจะคอยช่วยเขาในช่วงที่มีปัญหาเสมอๆ
"เธอยังคงคอยดูแลผมอยู่เสมอ ทั้งหมดที่ผมทำได้เพื่อเธอก็คือช่วยฟื้นฟูเมืองนี้ขึ้นมาใหม่และเลี้ยงลูกให้ดี นี่เป็นคำมั่นสัญญาของผม"
หนึ่งปีที่ผ่านมา โทบะก็เริ่มเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองด้วยการเริ่มไว้เครา โดยประกาศว่าจะไม่โกนเคราทิ้งจนกว่าเมืองนี้จะฟื้นขึ้นมาใหม่
คงเลียนแบบฟิเดล คาสโตร บุรุษเหล็กแห่งคิวบาที่ไว้หนวดเครารุงรังจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว หลังจากเคยประกาศกร้าวว่าตราบใดการปฏิวัติยังไม่สิ้นก็จะไม่ยอมโกนหนวดเคราทิ้ง
.........................
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ครบรอบหนึ่งปีสึนามิ ชีวิตต้องสู้ของบุรุษทระนง'ฟุโตชิ โทบะ'บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



