
"อภิสิทธิ์"ลั่นกู้ทุกรัฐบาลแม้นแต่ทักษิณ
นายกฯโยนกก.แก้รธน.ของสภาชี้เรื่องม.237 "สมบัติ"ระบุปัญหาหนัก "กก.สมานฉันท์ " ฝ่ายการเมืองตั้งธงไม่ฟังประชาชน จาตุรนต์เปิดตัวหนังสือแนะเสื้อแดงเเลิกต่อสู้เพื่อคนๆเดียว อภิสิทธิ์มั่นใจรัฐสภาผ่านพรก.-พรบ.กู้เงิน 8 แสนล้าน ระบุที่ผ่านมากู้ทุกรัฐบาล ไม่เว้น
ที่รร.เซ็นทาราแกรนด์ วันที่ 11 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ มีความชัดเจน ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการของสภา
อธิการนิด้าปัญหากก.สมานฉันท์มีตั้งธงไม่ฟัง ปชช.
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กรรมการในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่คิดว่าการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมามีจุดประสงค์เพื่อซื้อเวลาของรัฐบาล ตามที่ผู้ไม่เห็นด้วยวิพากษ์วิจารณ์
นายสมบัติ กล่าวว่า กรรมการชุดนี้มีสัดส่วนจากฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน ส.ว.และนักวิชาการ ซึ่งกรรมการที่ไม่ได้มาจากรัฐบาลคงไม่ตกเป็นเครื่องมือรัฐบาลอย่างแน่นอน อีกทั้งการให้เวลาทำงานเพียง 45 วัน ถือว่าไม่นาน และอาจน้อยไปด้วยซ้ำ ดังนั้นเพียงเวลาเท่านี้อาจซื้อเวลาไม่ได้และทุกคนก็อยากทำให้เสร็จ
อย่างไรก็ตาม การใช้เวลาน้อยอาจทำให้ไม่ได้เนื้อหาสาระที่ครบถ้วน เพราะการรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนเวลาเพียง 45 วันอาจไม่พอ หรือถ้ารวบรวมประเด็นแล้วนำไปสู่การทำประชามติก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายรองรับหรือถ้าจะให้จัดเวทีเพื่อประชาพิจารณ์ก็คงทำไม่ได้ เพราะเวลาน้อยเกินไป
“การจะทำให้เกิดแนวทางสร้างสมานฉันท์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างสมบูรณ์แบบต้องเสนอประเด็นต่อประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นให้เกิดข้อยุติ แต่ถ้าจะให้ดำเนินการเพียงรวบรวมประเด็นแล้วนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ไปดำเนินการต่อเวลาเพียงเท่านี้อาจจะไม่เป็นปัญหา อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมมองว่าอาจจะเป็นอุปสรรคบ้างจากการทำหน้าที่เป็นกรรมการร่วมกับฝ่ายการเมือง คือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทำได้แค่เสนอความเห็น แต่เมื่อมีการโหวตเราที่เป็นเสียงส่วนน้อยก็มักจะแพ้ หรืออาจจะพูดง่ายๆ ว่าฝ่ายการเมืองมีธงชัดเจนอยู่การเสนอความเห็นที่แตกต่างออกไปมักจะไม่ได้รับการสนองตอบ”นายสมบัติ กล่าว
จาตุรนต์เปิดตัวหนังสือแนะเสื้อแดงเเลิกต่อสู้เพื่อคนๆเดียว
ที่โรงแรมอิมพิเรียล ธารา เมื่อเวลา 14.00 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย แถลงเปิดตัวหนังสือความจริง วิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ โดยมีมล.ณัฐกรณ์ เทวกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีนักการเมือง นักธุรกิจ และคนเดือนตุลามาร่วมงานอย่างคับคั่ง
สำหรับหัวข้อที่เขียนเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น นายจาตุรนต์ ได้กล่าวถึงหัวข้อที่เขียนเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณยังมีชีวิตอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณและคนที่รักในตัวพ.ต.ท.ทักษิณจะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯที่ถูกยึดอำนาจ ถูกดำเนินคดี และยึดอายัดทรัพย์สิน แต่ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณปลุกให้คนลุกขึ้นสู้ด้วยการจับอาวุธ คนในประเทศคงไม่เอาด้วย แต่ถ้าเป็นการเรียกร้องให้ต่อสู้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยและเกิดความยุติธรรม ก็คงไม่มีใครออกมามีแนวคิดสวนทาง
"ดังนั้นคนที่ต่อสู้เพื่อพ.ต.ท.ทักษิณต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้สังคม เชื่อว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อคนๆเดียวเพื่อให้มีผู้เข้าร่วมในการต่อสู้อย่างกว้างขวาง สิ่งที่น่าจะดีกว่าคือ อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณคอยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประเทศไทย ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และให้กำลังใจผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นบทบาทที่ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีพลังและยั่งยืน" นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า
ทั้งนี้การจะดึงพ.ต.ท.ทักษิณมาผูกกับการต่อสู้ชนิดเป็นผู้บัญชาการหรือตะลุมบอนไปด้วยกัน ไม่น่าจะเป็นผลดี เพราะพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ต่างๆในเมืองไทย แม้หลายคนจะคาดหวังบทบาทที่เป็นผู้ใหญ่ของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็จ้องทำลายพ.ต.ท.ทักษิณอยู่เช่นกัน
นายกฯลั่นไม่ทบทวนกู้8แสนล.มั่นใจรัฐสภาผ่านให้
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐนูญตีความการออกพ.ร.ก.เพื่อขอกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ว่า คงไม่ทบทวน เพราะได้ดูอย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ นั่นคือเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่จะมีการออกเป็น พ.ร.บ.ให้อำนาจในการกู้เงิน เพราะเราเห็นในการที่จะเข้าเงื่อนไขในการเป็นพ.ร.ก.นั้น ไม่ใช่ทั้ง 8 แสนล้าน เข้าเฉพาะ 4 แสนล้านบาท จึงเสนอเป็นพ.ร.ก. 4 แสนล้าน เสนอเป็นพ.ร.บ. 4 แสนล้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงวิธีการใช้พ.ร.บ. แต่จะพิจารณาเฉพาะส่วนที่เข้าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องออกเป็นพรก.
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านจะยื่นตีความ เพราะเห็นว่ารัฐบาลบิดเบือนข้อเท็จจริง นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีการบิดเบือน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด จะเสนอต่อสภา ในยอดที่อยู่ในพ.ร.ก.เพื่อที่จะให้สภาสามารถตรวจสอบได้ รวมไปถึงจะเสนอโครงการให้สภารับทราบ เพราะในอดีตเวลากู้เงิน ก็ไม่ต้องเสนอโครงการ เสนอเพียงว่า จะกู้จำนวนเท่าไหร และเขียนวัตถุประสงค์ไว้กว้าง ๆ เท่านั้น แต่ครั้งนี้มีการเสนอโครงการด้วย เพราะต้องการให้สมาชิกสภารับทราบ
"จะได้ดูว่า สิ่งที่รัฐบาลทำ เป็นประโยชน์อย่างไร โปร่งใสอย่างไร กระจายไปอย่างไร โดยเฉพาะเงินก้อนใหญ่ที่จะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ถนน ระบบขนส่ง ซึ่งสำคัญมาก โดยเป้าหมายทั้งหมดที่ทำอยู่คือการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง และมีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน สามารถลดต้นทุนได้"
เมื่อถามว่า คิดอย่างไร กับฉายาที่ว่า เป็นนักสู้กู้สิบทิศ นายกฯ หัวเราะก่อนกล่าวว่า “มันก็กู้กันทุกรัฐบาล พ.ร.ก.กู้เงินฉบับสุดท้ายที่ออกมา ก่อนที่รัฐบาลนี้จะทำ คือ สมัยท่านนายกฯทักษิณนั่นแหละ”
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า จะสามารถชี้แจงในสภาได้ นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจ เมื่อถามย้ำว่า สมาชิกรัฐสภาจะโหวตรับ และไม่คว่ำร่างดังกล่าวใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจ เขาเชื่อว่า ทุกคนต้องการเห็นการลงทุน ไม่ต้องการเห็นประเทศไทยไม่มีการลงทุนเลย ในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกร ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ การศึกษา การสาธารณสุข การโหวตครั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถสร้างถนน แหล่งน้ำ ปรับปรุงโรงเรียน สถานีอนามัย ได้ หากใครคัดค้านก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่า ทำไมเราจึงไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้
เมื่อถามว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาติงเรื่องการกู้เงิน 8 แสนล้าน นายกฯ กล่าวว่า ความจริงแล้วในยามนี้ รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุน เพราะทั่วโลกก็มองคล้าย ๆ กันว่า ภาครัฐมีความพร้อมที่สุด และอยู่ในฐานะที่จะทำได้เร็ว ซึ่งนอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ก็เป็นสิ่งที่เราจะทำอยู่แล้ว เพื่อให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลบริหารงานมากว่า 4 เดือนแล้ว มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่ดูเหมือนว่า ยังไม่กระเตื้องขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน ปัจจัยแรกคือเงินที่รัฐบาลใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลงไปจริง ๆ ประมาณเดือนเม.ย. ซึ่งเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือน แต่ขณะนี้ มีตัวชี้วัดหลายตัวว่า สถานการณ์ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ยกเว้นเดือนเม.ย.ที่มีเหตุการณ์ชุมนุม ปัจจัยที่สองคือเศรษฐกิจโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญเพราะเป็นที่มาของวิกฤตครั้งนี้ ก็ต้องรอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นด้วยอีกส่วนหนึ่ง เพื่อจะได้เสริมขึ้นมา แต่เป้าหมายที่เขาพูดคือ ในครึ่งปีแรก ต้องการที่จะชะลอการหดตัว ซึ่งคิดว่า พอถึงไตรมาสที่สอง น่าจะเป็นไปตามเป้า และที่เขาเคยพูดไว้ว่าเศรษฐกิจจะบวกได้ในไตรมาสที่สี่ ขณะนี้ ก็ยังยืนยันอย่างนั้น
เมื่อถามถึงกรณีที่นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ติงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า จุดที่นายโอฬารติงนั้น หลัก ๆ คือเรื่องปัญหาการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็ยอมรับว่า คนในรัฐบาลก็ไม่พอใจกับอัตราการปล่อยสินเชื่อ แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะการปล่อยสินเชื่อ เป็นการตัดสินใจของภาคเอกชน ที่ผ่านมาปัญหานี้เกิดขึ้นทุกครั้ง ที่ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวลง และเราก็พยายามที่จะใช้หลายมาตรการ เช่นการประกันสินเชื่อก็ได้ผลบ้าง และรัฐบาลก็ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น ในโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว แต่เราไม่สามารถบังคับให้เอกชนปล่อยสินเชื่อได้ และเราไม่ต้องการให้มีการขยายสินเชื่อแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ดังนั้น ต้องหาความพอดี แต่จุดอื่นที่ทำมาก็สามารถยอมรับกันได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เสนอให้ค่าเงินบาทอ่อน จะมีผลดี-เสีย อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เราดูแลอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวน หรือแข็งเกินไป ทำให้เกิดความเสียเปรียบ และดูแลตัวเลขการเคลื่อนไหว ของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นประจำ ในครม.เศรษฐกิจอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ในฐานะคนทำงาน คิดว่าสอบผ่าน เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่า ที่เคยประกาศไว้ก็คิดว่า สามารถทำตามเป้าหมายได้
นายกฯเดินหน้าดันภาษีมรดก-ที่ดิน
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายการขึ้นภาษีมรดกและภาษีที่ดิน นายกฯ กล่าวว่า ภาษีมรดกและภาษีที่ดินนั้นเป็นนโยบายซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้พูดมาตั้งแต่ต้นรัฐบาล เพียงมันเป็นภาษีใหม่ ดังนั้นต้องทำเป็นกฎหมาย แต่จะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก คงต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นหลักสำคัญที่รัฐบาลดำเนินการขณะนี้คือรัฐบาลเห็นว่า ขณะนี้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องการที่จะลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในภาวะที่เอกชนก็ยังลังเล การส่งออกได้รับผลกระทบ ผู้บริโภคก็อาจจะยังไม่มั่นใจ รัฐบาลจึงลงทุนด้วย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย และลงทุนในสิ่งที่เราขาดแคลนอยู่แล้ว
ดังนั้น หากเราเพิ่มพื้นที่แหล่งน้ำ รับการกระจายน้ำ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ มีถนนที่ดีขึ้น มีรถไฟลางคู่ และมีระบบขนส่งมวลชน เราก็สามารถแข่งขันได้ แต่ปัญหาคือเราจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งรัฐบาลไม่มีความคิดที่จะขึ้นภาษีเงินได้ เพราะอัตราภาษีเงินได้เราอยู่ในอัตราค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษีบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เพราะฉะนั้น ภาษีที่เราจะเลือกเก็บเพิ่มขึ้นคือภาษีสรรพสามิต เช่น สุรา ซึ่งคิดว่าทุกคนน่าจะยอมรับได้
ส่วนภาษีน้ำมันแม้จะขยายเพดานขึ้นไป แต่การจัดเก็บในช่วงแรกจะเป็นการจัดเก็บที่กองทุนน้ำมันสามารถเข้ามาดูแลชดเชยได้ก็จะไม่กระทบ ไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่วนภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดกเป็นภาษีที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นในสังคม ซึ่งเรื่องรายได้อาจจะเป็นเรื่องรอง แต่ตัวที่เราจัดเก็บนั้นคือภาษีบาป กับ ภาษีที่จะสร้างความเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการโจมตีว่าการขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ทำให้มีการลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเข้ามามากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องไปป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบ ซึ่งอัตราที่ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น 5% หรือกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่เมื่อเทียบฐานเดิมแล้วก็ไม่ได้มากขนาดที่จะส่งผลมากขนาดนั้น และเป็นเรื่องที่จะได้กำชับเจ้าหน้าที่ต่อไป
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังก็กำลังดูโครงการ และปรับปรุงวิธีการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบันมีระบบที่หลายประเทศได้นำมาใช้ในการป้องกันการลักลอบนำเข้าเหล้า บุหรี่ หนีภาษี ซึ่งก็จะได้ไปทำต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองว่ารัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้ล่าช้าเพราะเกรงผลกระทบที่จะเกิดกับคนรวย หรือนักการเมืองด้วยกัน นายกฯ กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ความจริงเรื่องนี้ไม่มีรัฐบาลไหนในอดีตที่ระบุชัดว่าจะทำ แต่ตัวกฎหมายและการวางระบบต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะภาษีมรดกในหลายประเทศระยะหลังมีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างมาก จึงจะเจอปัญหาเหมือนกันว่าจะจัดเก็บได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมีวิธีหลบเลี่ยงได้เหมือนกัน แต่ภาษีทรัพย์สินน่าจะทำได้เร็วกว่า เพราะเราศึกษามาหลายรอบแล้ว เพียงแต่ทำไม่สำเร็จเสียที ครั้งนี้คิดว่าน่าจะต่อยอด และทำได้สำเร็จ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ช่วยท้องถิ่นด้วย เพราะเป็นแหล่งรายได้ของท้องถิ่นที่สำคัญที่สุด



