ข่าว

ขึ้นชื่อว่า'เสือ''ต้องไว้ลายเสือ'

ขึ้นชื่อว่า'เสือ''ต้องไว้ลายเสือ'

09 มี.ค. 2555

ขึ้นชื่อว่า'เสือ''ต้องไว้ลายเสือ' : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

             มีผู้ตั้งคำถามและให้ฉายา “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ว่าเป็นเสือกระดาษ และเพิ่งได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของหนึ่งในผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ยินดีเป็น “เสือกระดาษ” ต่อไป ซึ่งถ้าคิดจะอยู่กันแบบนี้ ชาวบ้านที่เฝ้าดูก็คงจะยิ่งตั้งคำถามต่อไปอีกว่าแล้วจะมีองค์กรที่มีชื่อแลดูน่าเกรงขามเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อประโยขน์อันใด
 
             แม้คำให้สัมภาษณ์ของผู้ตรวจการแผ่นดินท่านนั้นจะสำทับด้วยเหตุผลสนับสนุนความจำยอมเป็น “เสือกระดาษ” อย่างน่าฟัง แต่เชื่อผมเถิดครับท่านผู้ตรวจการ ขนาดองค์กรที่มีทั้งอำนาจเอานักการเมืองเข้าคุกเข้าตะรางกันมาหลายต่อหลายราย มาวันนี้ฝ่ายผู้คุมกฎยังโดนข้อหาฉกรรจ์ถึงขั้นจะถูกถอดถอนเป็นข่าวใหญ่ นักการเมืองเขาไม่รู้สึกเกรงกลัวกับคำขู่ หรือหนังสือโนติส (notice) ที่ท่านเพิ่งยื่นไปหรอกครับ เพราะนักการเมืองบ้านเราขนาดมี “ใบเสร็จตัดสินพิพากษาออกมาแล้ว” ยังเก่งกว่านักกฎหมายสามารถตีความให้เป็นประเด็นพ้นผิดต่อไปได้ว่า “ติดคุกตามคำพิพากษาหาใช่การจำคุกจริงๆ” มีสิทธิและสถานภาพดังเดิมเหมือนไม่เคยต้องโทษใดๆ มาก่อน
 
             ต้องยอมรับว่า ชื่อเสียงของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” กลับมาเป็นที่รู้จักของสังคมมากขึ้นก็เพราะคำตัดสินวินิจฉัยกรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรีสีเทาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้า “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ปรารถนาจะได้รับการสนับสนุนเพื่อเป็นที่พึ่งที่หวังของสังคมต่อไป จะต้อง “รีบตีเหล็กเมื่อร้อน” อย่ายอมจำนนปล่อยโอกาสผ่านไปเพียงว่า “กฎหมาย” ให้อำนาจเท่านี้ก็พอใจที่จะอยู่ในสภาพนี้ต่อไป ไม่ริเริ่มนำเสนอเรียกร้องหรือสะท้อนให้สังคมช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขอให้ดู ปปป. ในอดีตที่วันนี้สามารถติดเขี้ยวเล็บเป็น ปปช. ที่ไม่มีใครกล้าเรียกองค์กรนี้เป็นเสือกระดาษอีกต่อไป
 
             ผมได้อ่านรายละเอียดการวินิจฉัยการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีปัญหาของผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างละเอียดจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แม้จะถูก “ผลิตซ้ำ” ด้วยวาทกรรมเดิมๆ ของ “สื่อ” จำนวนหนึ่งว่า เป็นเพียงคำแนะนำแต่ไม่มีอำนาจบังคับ แต่เมื่อ “พิจารณาถึงเนื้อหาถ้อยแถลงแสดงเหตุผลที่สะท้อนความไม่รอบคอบของรัฐบาล” ถือว่าเป็นการ “ตำหนิที่ค่อนข้างรุนแรง” และเป็นการ “ชี้มูล” ให้เห็น “ความบกพร่องของรัฐบาลที่แม้จะไม่ผิดรัฐธรรมนูญ” แต่ก็ถือได้ว่า “รัฐบาลนั้นละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมาตรฐานของผมถือว่ามีความร้ายแรงไม่ต่างกับการทำผิดรัฐธรรมนูญ
 
             หากรัฐบาลจะดึงดันซื้อเวลาหรือปล่อยให้กระแสข่าวอื่นๆ กลบเกลื่อนเรื่องนี้ให้หายเงียบไปก็คงทำได้ แต่ส่วนตัวมีความรู้สึก “เห็นใจ” รัฐมนตรีที่มีปัญหาทั้งสองท่านอย่างยิ่ง เพราะแม้จะอ้างว่า “สมาธิยังนิ่งดีอยู่” แต่การประสานงานทางราชการกับบุคคลภายนอกทั้งคนไทยและต่างชาติต่างภาษาในเรื่องสำคัญๆ รัฐบาลคงจะไม่ไว้วางใจให้รับผิดชอบเพราะสถานะของท่านเหล่านี้ในสายตาผู้คนที่มองเข้าไป เขาอาจลังเลสับสนไม่รู้ว่าในที่สุดท่านเหล่านี้จะอยู่หรือไป ถ้าเป็นข้าราชการเราเคยได้ยินให้คนโน้นคนนี้โยกย้ายเปลี่ยนงานหรือกระทั่ง “พักงานชั่วคราว” แต่นี่เป็นรัฐมนตรีเห็นบางคน “ขอพักร้อนก็ยังทำได้” ถ้าจะให้ “ไปพักผ่อนเคลียร์ตัวเองกันให้เรียบร้อย” น่าจะเป็นทางเลือกที่รัฐบาลน่าจะได้รับคำชมมากกว่าฝืนกระแสสังคมต่อไปแบบดื้อตาใสนะครับท่าน