ข่าว

'ธาริต-อดุลย์'ดอดพบ'เหลิม'

'ธาริต-อดุลย์'ดอดพบ'เหลิม'

09 มี.ค. 2555

“ธาริต-อดุลย์” ดอดพบ ‘เหลิม’ ไม่หวั่นถูกเด้ง เมินข้อครหา 'เปลี่ยนสี' ลั่น พร้อมทำตามนโยบายทุกรัฐบาล ด้าน กทม. ยื่นอุทธรณ์ คดี ซ.ร่วมฤดีแล้ว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลา 13.45 น. วันที่ 8 มี.ค.55 ที่อาคารรัฐสภา 3 ชั้น 3 ซึ่งเป็นห้องทำงาน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยนอกจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่สนิทสนมกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะแวะเวียนมาเป็นประจำ ยังมี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. และเลขาธิการ ปปส. เดินทางเข้าพบเพื่อหารือด้วย

          นายธาริต เปิดเผยก่อนเข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม ถึงกระแสข่าวจะถูกย้ายจากตำแหน่งว่า เรื่องที่เกี่ยวกับเขา ไม่อยากจะพูด แต่การทำงานในดีเอสไอตอนนี้ ปกติดี มีผู้บังคับบัญชา 3 คน สูงสุดคือ นายกรัฐมนตรี รองลงมา ร.ต.อ.เฉลิม และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม

          เขาบอกว่า ในฐานะข้าราชการประจำ วันนี้ ยังทำงานกับฝ่ายการเมืองได้ดี ประเทศเราให้อำนาจฝ่ายการเมือง สั่งการให้ข้าราชการประจำนำไปปฏิบัติ ไม่ว่าใครจะมาเป็นฝ่ายบริหาร ก็ทำงานได้หมด เรื่องนี้ ไม่ใช่ข้อแก้ตัวอย่างที่คนมองว่า เขาทำงานได้กับทุกรัฐบาล

          “ใครที่บอกว่า ธาริต เปลี่ยนสี ก็ต้องบอกว่า ถ้าผมเปลี่ยน ข้าราชการประจำ ก็ต้องเปลี่ยนหมดเหมือนกัน กฎหมายประเทศเราเขียนไว้ เมื่อนโยบายเปลี่ยน หลักปฏิบัติก็ต้องเปลี่ยนตาม ถ้ามีการปรับผมออกจากตำแหน่งจริง ก็ไม่มีปัญหา ตำแหน่งวาระอธิบดีดีเอสไอ มี4ปีถึงอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งเหลืออยู่ปีครึ่งก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว”

          นายธาริต ยังกล่าวถึงเหตุผลที่เข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม ว่า เนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิม เชิญมาหารือ เรื่องกำจัดสารตั้งต้น ที่ใช้ผลิตยาเสพติดซูโดอีเฟรดีน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับก.สาธารณสุข และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) โดยขณะนี้กำลังดูอยู่

 

'เหลิม' การันตี ไม่มีเด้ง

          ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม  กล่าวถึงกระแสข่าวจะเด้งนายธาริต ออกจากตำแหน่งว่า ไม่มี วันนี้ ยังใช้งานและเรียกพบ มาดูคดียาเสพติดอยู่เลย ข่าวมาอย่างไร ไม่ทราบ ถ้าใครทำตามนโยบาย ไม่มีประโยชน์ ยังอยู่ต่อได้ไม่มีย้าย

          "ที่ผ่านมา นายธาริต ก็ยังทำงานได้ดีทำงานช่วยเหลือปราบปรามยาเสพติด มีความรู้กฎหมาย คุยกันรู้เรื่อง ขณะที่ความสัมพันธ์กับพล.ต.อ.ประชา ก็ดี ไม่มีปัญหาอะไร ทำงานกันได้ พล.ต.อ.ประชา ส่วนจะอยู่จนครบวาระหรือไม่ ต้องดูอีกที"

          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จากการหารือนายธาริต ถึงสารตั้งต้นที่นำมาผลิตยาได้ เท่าที่ทราบมีการทำเป็นขบวนการ แต่ได้เร่งปราบปรามไปเป็นจำนวนมากแล้ว และให้นำเรื่องนี้มาอยู่ในความดูแลของดีเอสไอ เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ทำได้อย่างเต็มที่

 

กทม. เผย ยื่นอุทธรณ์คดี ซ.ร่วมฤดี แล้ว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 9 ก.พ.55 ศาลปกครองได้มีคำสั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ปฏิบัติตามพรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้รื้อถอนอาคารโรงแรมดิเอทัส ซอยร่วมฤดี เนื่องมาจากมีประชาชนผู้อาศัยในซอยร่วมฤดีได้ยื่นฟ้อง บริษัทลาภประทานฯและบริษัททับทิมทรฯ ได้ก่อสร้างอาคารสูงใหญ่เกินกว่ากฎหมายกำหนดและมีซอยกว้างไม่เกิน 10 เมตร ซึ่งจะครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ 30 วันในวันที่ 9 มี.ค.นี้นั้น

          ล่าสุด วันที่ 8 มี.ค.55 นางภาวิณี อามาตย์ทัศน์ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน เปิดเผยว่า ขณะนี้ เขตปทุมวันได้ส่งคำโต้แย้งคำพิพากษา ไปยังสำนักงานกฎหมายและคดี กทม.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดแล้ว และส่งต่อไปยังอัยการ เพื่ออุทธรณ์คดีซอยร่วมฤดี

          อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบว่า ทางอัยการจะส่งเรื่องอุทธรณ์แล้วหรือไม่ เนื่องจากจะครบกำหนดอุทธรณ์ 30 วันในวันที่ 9 มี.ค.นี้ ส่วนข้อมูลการอุทธรณ์เป็นอย่างไร อยู่ที่อัยการทั้งหมด

          ด้าน แหล่งข่าวจากฝ่ายบริการกทม.เปิดเผยว่า สำหรับคดีที่เกิดขึ้น ฝ่ายการเมืองได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบข้อกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองมีคำตัดสิน ให้กทม.และเอกชนแพ้คดี ซึ่งทางฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจ เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับมรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.โดยตรง เพราะเป็นเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นในสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม.

          ทั้งนี้ หากจะมีผู้รับผิด น่าจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งคงไม่ใช่ มรว.สุขุมพันธุ์ กับผู้อำนวยการเขตปทุมวันคนปัจจุบัน

          รายงานข่าวสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. แจ้งว่า สำหรับความคืบหน้าการยื่นอุทธรณ์ว่า ขณะนี้ทางสำนักงานกฎหมายและคดี กทม.ได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลผ่านไปยังอัยการแล้ว เพราะผู้บริหารเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องสำคัญ

          รายงาน ระบุว่า กทม.ได้ตั้งคณะกรรมการ มาร่วมลงความเห็น และพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน เพื่อทำการร่างอุทธรณ์ขึ้นมา

          ส่วนข้อต่อสู้ชั้นอุทธรณ์จะเป็นอย่างไร และมีข้อมูลมากแค่ไหนนั้น ทางสำนักกกฎหมายและคดีไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายโดยตรง ขณะที่ความมั่นใจกับข้อมูลการอุทธรณ์ขนาดไหนก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกัน เนื่องจากทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด แต่คาดว่า คดีดังกล่าวน่าจะใช้เวลานานกว่าจะมีข้อสรุปในคดีนี้

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีดังกล่าว นายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง น.พ.สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์หลวง อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประชาชนในซอยร่วมฤดีรวม 24 ราย ได้ยื่นฟ้องผู้ว่าฯ กทม.และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ในฐานะเป็นผู้บริหารและใช้อำนาจหรือออกคำสั่งให้เอกชนก่อสร้างอาคารสูงใหญ่เกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2551

 

'สุพจน์' แจงมีเงินฝากแค่ 10 ล. บ้านเป็นมรดก รถยนต์มีแค่ 2 คัน

 

          แหล่งข่าวจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เปิดเผยว่า นายสุพจน์  ทรัพย์ล้อม ปลัดก.คมนาคม ช่วยราชการสำนักนายกฯ ได้เข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการ ปปช.ว่า ในส่วนของเงินสินสอด ที่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวให้และถูกปล้นไป มีจำนวน 5 ล้านบาท โดยเป็นเงินสินสอด 2 ล้านบาท ส่วนอีก 3 ล้านบาทเป็นเงินรับไหว้ ซึ่ง ปปช. จะทยอยเรียกบุคคลเหล่านี้ มาให้ข้อมูลกับปปช.ต่อไป

          สำหรับ บ้านและที่ดินนั้น นายสุพจน์ ชี้แจงว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากมรดก และมีบางส่วนที่ใช้เงินส่วนตัวซื้อเพิ่มเติม ขณะที่รถยนต์ 6-7 คันนั้น ก็ไม่ใช่ของตัวเองทั้งหมด เป็นรถยนต์ส่วนตัวเพียง 2 คัน รถประจำตำแหน่ง 1 คัน ของบุตรสาว 1 คัน ญาติ 1 คัน และเพื่อนให้ยืมมาใช้อีก 1 คัน 

          ส่วนเงินในบัญชีธนาคารที่นายสุพจน์ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. ล่าสุดมีอยู่ประมาณ 10 กว่าล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่กว่า 20 ล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ มีที่มาจากเงินเดือน และรายได้พิเศษจากงานรับออกแบบ