
วันเลิกด่าพรรคประชาธิปัตย์แห่งชาติ
วันเลิกด่าพรรคประชาธิปัตย์แห่งชาติ : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
วันนี้ขอแสดงความเห็นที่ออกจะแอนตี้ ไคลแมกซ์ (anti-climax) สักหน่อย นั่นก็คือท่ามกลางกระแสของฝ่ายที่เชียร์พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และฝ่ายที่ด่าพรรค ปชป. ผมกลับรู้สึกว่าเครื่องมือที่จะต่อกรกับ ปชป.ได้ดีที่สุดและมีความเป็นประชาธิปไตยที่สร้างสรรที่สุดก็คือการพัฒนาพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้มีระบบที่ชัดเจนขึ้นกว่านี้นั่นแหละครับ
เขียนแบบนี้ไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอครับ? คำตอบก็คือเสี่ยงครับ แต่ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างไปจากนักวิชาการที่ให้ความเห็นภายหลังจากความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งของ ปชป. ว่าต้องการให้ ปชป.ปรับตัว หรือเชื่อว่าการเมืองที่ดีคือการหันไปสนับสนุน ปชป. ทั้งที่อาจจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของ ปชป. แต่ก็ควรสนับสนุนเพื่อไม่ให้ พท.นั้นแข็งแกร่งเกินไป
ประเด็นของผมก็คือ ผมกลับรู้สึกว่าตอนนี้ความน่าหนักใจจริงๆ ของการเมืองไทยกลับอยู่ที่ความอ่อนแอของ พท.เสียมากกว่า เพราะถ้าจะพิจารณาถึงส่วนอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนเป็นเครือข่ายของคุณทักษิณแล้ว ผมว่าเครือข่ายอื่นนั้นออกจะมีพลังและเข้มแข็ง แต่เครือข่ายที่ควรจะเป็นเครือข่ายที่ต่อกรกับ ปชป.ได้จริงก็ควรจะอยู่ในสนามเดียวกันนั่นแหละครับ ซึ่งก็คือ พท.นั่นเอง
นั่นหมายความว่า คุณทักษิณซึ่งตอนนี้กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของ ปชป.อย่างเป็นทางการ เพราะจะปรากฏตัวบนสติกเกอร์รณรงค์เรื่องการไม่เห็นด้วยในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญนั้น มีเครือข่ายมากมายที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายคนเสื้อแดง และเครือข่ายนักบริหารเก่าที่โตมาจากบริษัทคุณทักษิณ รวมไปถึงเครือข่ายทีมงานที่ปรึกษาเดิมของคุณทักษิณ
ประเด็นตอนนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนยิ่งกลับอยู่ที่คุณยิ่งลักษณ์นายกรัฐมนตรี และตัว พท.เอง ซึ่งภาพที่จะเห็นง่ายที่สุดก็คือคุณยงยุทธ หัวหน้าพรรคเดินตามคุณยิ่งลักษณ์ขณะที่ตกลงความสัมพันธ์ทางการเมืองและการบริหารระหว่างหัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก (รวมทั้งมติคณะกรรมการบริหารพรรค) กับตัวนายกรัฐมนตรีนั้นมีลักษณะอย่างไรก็ไม่มีการพยายามอธิบายออกมา
ว่าง่ายๆ กรณีระบอบการปกครองแบบรัฐสภา นายกฯ จะมาจากหัวหน้าพรรค แต่กรณีประธานาธิบดี ตัวประธานาธิบดี ก็จะมาจากมติพรรคแต่ไม่มีหัวหน้าพรรคที่เข้มแข็ง หรือกรณีประเทศคอมมิวนิสต์ พรรคกับรัฐบาลและกองทัพก็แนบแน่นกัน แต่ตัวเลขาธิการพรรคจะมีบทบาทสูงสุด
เรื่องเหล่านี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาก็เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทยนั้นกลับกลายเป็นการไม่มีตัวตนที่ชัดเจน และอาจจะกลายเป็นสิ่งที่นักวิชาการฝรั่งเคยมองว่าพรรคการเมืองไทยมีลักษณะที่พัฒนาตัวเองมาจากกลไกเลือกตั้งและการใช้สื่อโฆษณาสมัยใหม่
และเอาเข้าจริงทีมงานของคุณพร้อมพงษ์ซึ่งเป็นโฆษกพรรคกลับทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการต่อสู้ขับเคี่ยวกับ ปชป. ทั้งที่เราไม่เห็นกลไกที่เหนือกว่านั้นในพรรคจะออกมาทำงานอะไรเป็นเรื่องเป็นราว และหากมองอย่างกรณีคุณเฉลิม เราก็จะพบว่าท่านเป็นสถาบันทางการเมืองของตัวเองเสียมากกว่า
พูดกันอย่างตรงไปตรงมา การตั้งคุณสุรนันทน์มาเป็นโฆษกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบปัญหาหรือแก้ปัญหาในเชิงรุกกับ ปชป. ซึ่งไม่ใช่พรรคที่น่าห่วงในทางการเมืองว่าจะสูญพันธุ์ เพราะมีแฟนานุแฟนที่เข้มแข็งอยู่แล้ว และการเมืองที่ดีในความคิดของผมก็คือการเมืองที่ยึดมั่นอุดมการณ์อย่างมีสติของทุกฝ่าย ไม่ใช่การเมืองเชิงยุทธศาสตร์ที่จะพลิกไปเรื่อยๆ เพียงแต่กลัวว่าใครจะชนะนั่นแหละครับ
สรุปว่าถ้าพรรคไม่มีความเป็นพรรค ไม่ออกมาแสดงออกให้เห็นการทำงานในนามของการเป็นองค์กรที่ผลักดันนโยบายอย่างจริงจังและตรวจสอบเรื่องราวของรัฐบาล งานนี้ก็คงจะต้องเหนื่อยกับ ปชป.ไปอีกนาน เพราะอย่างน้อยเขาทำงานเป็นระบบกว่ามากนักครับผม



