
'มาร์ค'จี้'รัฐ'ปรามมวลชนคุกคามสื่อ
'อภิสิทธิ์' จี้ 'รัฐ' ปรามมวลชนคุกคามคนทำสื่อ ค้าน 'สัตยาบัน' ร่างรธน. หวั่น 'ปากว่าตาขยิบ' ใช้เสียงข้างมากลากไป ชี้ระดับผู้นำประเทศต้อง 'วิพากษ์วิจารณ์-ตรวจสอบ'ได้
8 มี.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทางบลูสลกายทีวี ถึงกรณีนาย กนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ดำเนินรายการข่าว ถูก "จ.เจตน์" บุกเข้าพบ ว่า จะเห็นว่าการคืบคลานเข้าไปในลักษณะของการเข้าไปควบคุมสื่อโดยเฉพาะสื่อของรัฐก็มีความชัดเจนขึ้น การนำเสนอข่าวสารต่างๆ แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์บางฉบับ สื่อเอกชนก็อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ แต่ว่าผมคิดว่า นี่เป็นอีกขั้นที่ผู้ประกอบวิชาชีพต้องเจอปัญหาเช่นนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องส่า 1.หลักการสำคัญของการปฏิรูปสื่อ การคุ้มครองคนที่ปฏิบัติตามวิชาชีพ และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องกรณีนี้ กรณีดังกล่าว อสมท. ก็น่าจะต้องเข้ามาดูแล นอกจากนี้รัฐบาลต้องส่งสัญญาณบ้าง เพราะว่าเป็นผู้สนับสนุนของรัฐบาลทั้งนั้น การมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่คุกคามก็ไม่เหมาะสม รัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจก็จะต้องปราม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ความจริงก็จะเห็นว่าแม้กระทั่งการประชุมสภาฯ หลายอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ก็จะมีการขนคนมา มาโจมตีฝ่ายค้าน ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลก เพราะตัวเองก็มีอำนาจรัฐอยู่แล้ว แต่ว่าใช้วิธีนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลเลยที่บอกว่า เรื่องของปรองดองจะต้องทำอย่างไร จะเห็นว่าหัวใจของข้อเสนอของ คอป. นั้นพูดถึงว่า อะไรที่ขัดแย้งให้หลีกเลี่ยง ตรงนี้รัฐบาลไม่ได้ทำเลย และสิ่งที่ทำไปวันนี้ก็ถูก คอป. มาต่อว่าด้วยว่า ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาเสนอ ความจริงตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งแล้ว ที่มีกลุ่มคนไปคอยขัดขวาง ประชาธิปัตย์ไปชูป้ายอะไร ซึ่งเราก็บอกว่าอันนี้เป็นเรื่องของผู้นำแต่ละฝ่ายที่จะต้องดูแล มิเช่นนั้นต่อไปนี้ทุกฝ่ายก็มีคนผู้สนับสนุนด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าทำแบบเดียวกันหมดบ้านเมืองวุ่นวายแน่
ค้าน'สัตยาบัน'ร่างรธน. หวั่น'ปากว่าตาขยิบ'
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทางบลูสกายทีวีถึง กรณีที่ประธานกรรมาธิการสามัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาระบุให้มีการลงสัตยาบันว่าจะไม่ให้ สสร. ไปร่างอะไรนอกลู่นอกทาง และให้กลับมาที่สภาฯ อีกครั้งหนึ่งว่า นายอภิสิทธิ์กังวลว่าเสียงข้างมากในสภาฯ อาจปากว่าตาขยิบ ตนจึงจะเสนอแปรญัตติให้เขียนเป็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งตามมาทีหลัง เป็นเรื่องแปลกเพราะมีอำนาจในการที่จะเขียนขอบเขต แต่ก็ไม่เขียน แล้วก็พยายามจะรับปากเฉยๆ ว่าจะไม่ให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วจะไปทำได้อย่างไร เสร็จแล้วกลับมาถ้าสมมติว่าปากว่า ตาขยิบล่ะ คนที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เกือบจะมีเสียงข้างมากในรัฐสภา ทำเป็นบอกว่าอย่าไปแก้ แล้วพอเขาแก้ก็กลับมาบอกว่าให้เป็นเรื่องของสภาฯ
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่าแนวทางที่พยายามจะพูดจะเป็นสัตยาบัน หรือการเอากลับเข้ามาสภา ตนไม่เห็นด้วย ซึ่งตนแปรญัตติเพิ่มให้ 1.เขียนลงไปเลยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นให้เอาหมวด 1 หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปี40 2.การจัดทำรัฐธรรมนูญต้องไม่ไปกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ไม่มีผลในการลบล้างการใช้อำนาจตุลาการในอดีต หากเขียนก็ไม่ต้องขัดแย้งกันอีกต่อไป และหากร่างเสร็จก็ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นไปตามที่ระบุหรือไม่
“ผมดูว่าตอนนี้ทางฝ่ายรัฐบาลเองก็เริ่มมองเห็นว่าความกังวลของสังคมนั้นมีเหตุมีผล แต่ก็ยังอยู่ในวังวนความคิดเดิม ๆ ของรัฐบาลว่า ขอไม่เขียนแก้ ขอรับปาก ขอหาวิธีการอย่างที่ว่า ว่าจะทำอย่างไรก็ตามแต่ว่าไม่ยอมเขียน ผมก็ยังแปลกใจอยู่ ผมก็ถึงถามว่า ลังเลอะไร กลัวเสียหน้า หรือ กลัวว่าจะไม่ขัดแย้งกันหรืออย่างไร อยากให้สังคมขัดแย้งกัน หรือ ในประเด็นที่บอกจะไม่แก้นั้น ที่จริงคิดจะแก้ ตอนนี้กระแสแรงเลยแบ่งรับแบ่งสู้ แต่พอหลุดไปแล้วก็บอกเป็นเรื่องของ สสร. ถ้าอยากให้ชัดเจนจริงๆ ก็เขียนลงไปสิครับ จะต้องมาทำสัตยาบันกันทำไม ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เป็นสิ่งที่เป็นหลักประกันได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ประมวลจริยธรรมยังคิดกล้าฝ่าฝืนกันได้เลย สัตยาบันจะมีความหมายอะไร”
'อภิสิทธิ์'ชี้'ผู้นำสตรี'ต้องวิพากษ์วิจารณ์-ตรวจสอบได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เนื่องในวันสตรีสากลโดยมองภาพรวมเกี่ยวกับสิทธิสตรีว่า มีความก้าวหน้าไปมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตนพยายามมาตลอดคือการผลักดันให้รัฐบาลดูแลผู้หญิงทำงานที่มีบุตรที่ต้องดูแล โดยจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการดูแลเด็กเล็กในที่ทำงาน รวมทั้งให้สิทธิ์การลาโดยไม่กระทบต่อหน้าที่การงาน
“สิ่งแรกก็คืออยากเป็นกำลังใจให้กับสตรีทั้งประเทศ ผมคิดว่าขณะนี้ประเด็นเรื่องของสตรีกับการพัฒนานั้นได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นเรื่องสำคัญ สหประชาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากโดยเฉพาะเมื่อไปดูเรื่องของเป้าหมายของสหัสวรรษเกี่ยวกับการพัฒนา ก็เห็นได้ชัดว่าในหลายๆ ประเทศสตรียังอยู่ในฐานะที่มีความลำบาก สำหรับประเทศไทย ในแง่หนึ่งเราก็เห็นความก้าวหน้าของบทบาทของสตรีเรื่องการศึกษา เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดถึงนะครับ สอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ คณะดีๆ บอกว่าผู้หญิงชนะผู้ชายแบบขาดลอยนะครับ สอบเข้าทำงานก็เช่นเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันเราก็มีปัญหาที่เกี่ยวข้องชัดเจน บางเรื่องก็เป็นปัญหาเฉพาะสำหรับสังคมเรา บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาของสตรีอย่างนี้ครับ แม้ว่าขณะนี้ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้รับโอกาสการเข้าทำงานมากขึ้น แต่จะเห็นว่าในระดับของความก้าวหน้าทางอาชีพแล้ว มักจะไปติดขัด พูดง่ายๆ ก็คือพอไล่ระดับขึ้นไปพอขึ้นถึงระดับผู้บริหารระดับสูงในสัดส่วนของสตรีลดลง ตรงนี้ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาสากล ก็คือปัญหาของผู้หญิงที่จะต้องตัดสินใจในช่วงที่มีครอบครัว โดยเฉพาะมีลูก
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสิ่งที่ผมพยายามมาตลอดและอยากให้รัฐบาลสานต่อนั้น คือการช่วยดูว่าทำอย่างไรจะเอื้อให้ผู้หญิงสามารถทำงานแล้วก็ดูแลครอบครัวได้ ซึ่งผู้ชายก็ต้องมีหน้าที่ในการช่วยดูแลด้วยนะครับ แต่ยกตัวอย่างเช่นการมีสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับเรื่องของการดูแลเด็กเล็กในสถานที่ทำงาน เรื่องของสิทธิการลาไม่ให้กระทบกับความก้าวหน้าของอาชีพ อันนี้เป็นปัจจัย และเป็นประเด็นที่ท้าทายอยู่
2. โดยสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงแล้วก็สภาพของครอบครัว สถาบันครอบครัว ซึ่งมีปัญหามากขึ้นทั้งปัญหาเรื่องของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ สุขอนามัยในเรื่องนี้ ประเด็นเหล่านี้ยังมีข้อกฎหมาย ยังมีมาตรการ ยังมีนโยบายที่จะต้องเร่งรัดกันมากขึ้น ก็หวังว่าเรื่องเหล่านี้จะได้รับการตอบสนองเพราะว่าขณะนี้ความสนใจจะไปอยู่เฉพาะที่เรื่องของกองทุน เรื่องของเงิน”
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงโอกาสของผู้หญิงในการเข้ามามีบทบาททางการเมืองว่า ปัจจุบันเป็นโอกาสดีพอสมควร แต่ยังมีปัญหาอยู่ว่า สัดส่วนผู้หญิงที่ทำงานการเมืองยังมีจำนวนค่อนข้างน้อย
“ผมคิดว่ามีโอกาสดีพอสมควร และบางหน่วยงานผู้บริหารระดับสูงก็เป็นผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางหน่วยงานซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบทบาทของผู้หญิงนั้นยังอยู่ ถ้าคิดเป็นสัดส่วน อย่างเช่นกรณี ผู้ว่าราชการจังหวัด ในกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น นอกจากนั้นสิ่งที่เราก็มีปัญหามากก็คือเรื่องการเมือง เพราะว่าสัดส่วนผู้หญิงค่อนข้างน้อย ตรงนี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่า มันจำเป็นจะต้องหาวิธีการอย่างไร เพื่อกระตุ้นหรือไม่อย่างไร"
สำหรับบทบาทของผู้หญิงกับการเป็นผู้นำประเทศนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าหากวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ ก็จะกลายเป็นการบั่นทอนบทบาทของผู้หญิงเอง
“ใจผมก็อยากให้มีการให้ความสำคัญกับประเด็นที่ผมพูดไป เพราะเราก็ยังไม่ได้เห็นภาพตรงนี้ แล้วที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยก็คือ ความพยายามพูดถึงความเป็นผู้หญิงในการอ้างบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นการยอมรับการตรวจสอบตรงนี้ไม่ดีครับ เพราะตรงนี้จะเป็นตัวที่ทำให้มีปัญหาในเชิงทัศนคติมากขึ้น แล้วก็จะกลายเป็นว่าไปกระทบกับความก้าวหน้าของผู้หญิงเอง ถ้าเกิดสังคมมองว่าถ้าผู้หญิงดำรงตำแหน่งสูงแล้วจะตอบไม่ได้”
เผยยังไม่เห็นรายงานพระปกเกล้าวิจัย6แนวทางแก้ขัดแย้ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่สถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอร่างรายงานการวิจัย 6 แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งต่อ กมธ. ปรองดอง ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้เห็นรายงานที่เป็นทางการของทางสถาบันพระปกเกล้า ซึ่ง กมธ. คงต้องพิจารณาเรื่องนี้ก่อน แต่ประเด็นเหล่านี้ ยังไม่เป็นข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งตนเห็นว่าสถาบันพระปกเกล้าฯ ได้ศึกษากรณีความขัดแย้งในหลายประเทศแล้ว แนวทางที่พูดออกมาก็เป็นแนวทางหลักๆ ที่มีการใช้กัน เช่น ทำอย่างไรถึงจะมีการคลี่คลายโดยกระบวนการยุติธรรม โดยมีการเสนอให้นิรโทษกรรม แต่การนิรโทษกรรมก็มีขีดวงขอบเขตว่าแค่ไหน อย่างไร และกรณีที่เห็นชัดว่าเป็นเรื่องของการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานเช่นการฝ่าฝืนพ.ร.ก. ในขณะนั้นอาจจะอะลุ่มอล่วยให้มีการนิรโทษกรรมได้ แต่ถ้านิรโทษกรรมรวมไปถึงอาญาคงไม่น่าจะใช่ ไม่น่าจะเข้าข่าย เพราะจะเป็นปัญหาเดิมที่วนเวียนตรงนี้อยู่ ดังนั้นคงต้องรอรายงานที่เป็นทางการแล้วก็ให้ทาง กมธ.ได้มีโอกาสพิจารณาด้วย
ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปพูดที่เกาหลีใต้ว่าคนไทย 66 ล้านสนับสนุนการแก้ไขรธน. และอยากกลับบ้านในปีนี้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้บ่งบอกหลายอย่าง และพ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย
“ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความคิดหรือความปรารถนา เพราะการพูดบางเรื่องก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้เป็นไปตามข้อเท็จจริง 66 ล้านคนไม่รู้นับยังไง ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประชาชนที่แสดงความคิดเห็นผ่านการสำรวจความคิดเห็นหลายครั้ง หลายสำนักก็ไม่เห็นมีสำนักไหนที่บ่งบอกว่า 66 ล้านคน และเป็นการบ่งบอกว่าคุณทักษิณยังไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย การที่บอกว่าไม่ผิด ผมก็ถามว่าถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ ใครสอบสวนใครขึ้นศาลอะไร เสร็จแล้วเจ้าตัวบอกว่า คิดว่าตัวเองไม่ผิด และไม่ยอมรับ แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร คุณทักษิณมีสิทธิ์ดีกว่าประชาชนอื่นๆ อย่างไร กลุ่มคนเสื้อแดงที่คุณทักษิณได้ชักชวนให้มาต่อสู้เพื่อเรื่องนั้น เรื่องนี้ รวมทั้งเพื่อตัวคุณทักษิณด้วย ไปให้คำมั่นสัญญาประกาศว่าจะมานำเขาในการเคลื่อนไหว สุดท้ายหลายคนไปทำผิดกฎหมายแล้วถูกดำเนินคดี เขาก็ต้องรับสิ่งเหล่านี้ แต่คุณทักษิณเองไม่รับ คุณทักษิณมีสิทธิ์เหนือคนเสื้อแดงคนอื่น หรือคุณทักษิณมีสิทธิ์เหนือคนไทยคนอื่นนั้นเพราะอะไร ผมว่าตรงนี้น่าจะย้อนกลับไปวันที่คนระดับโลกที่เป็นที่ปรึกษาของ คอป. เขามา ก็เคยมีการพูดถึงว่า คุณทักษิณจะตัดสินใจได้หรือยังว่า ตกลงแล้วจะเดินหน้าประเทศ หรือเอาความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง เมื่อวานนี้ก็เป็นการบ่งบอกว่าคุณทักษิณก็ยังยึดตัวเองเป็นใหญ่ ใหญ่กว่าศาล ใหญ่กว่าคนอื่นๆ ในประเทศ ซึ่งไม่เป็นการเอื้อให้เกิดการปรองดอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ช่องทางที่ดีที่สุดในการปรองดองของประเทศไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกลับประเทศได้ คือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับผิดตามกฎหมายก่อน แล้วจะให้มีการดำเนินการอภัยโทษอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ อยากเห็นความปรองดอง
"แต่เราก็ต้องมีบรรทัดฐานของสังคม พูดไปพูดมาบางคนก็บอกว่า สรุปที่ยังไม่สงบ เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการ สรุปก็เหมือนกับว่าประเทศนี้ต้องหมุนตามความต้องการของคุณทักษิณมันก็เป็นเรื่องแปลก แล้วถ้าเกิดเป็นอย่างนี้ได้ ต่อไปก็ไม่มีกติกา ใครมามีอำนาจรัฐ ใครมีอิทธิพล จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นด้วยความที่มีเสียงสนับสนุน จะด้วยความที่มีสตางค์หรือมีอำนาจ ไม่ว่าทำผิดเป็นถูก ให้คนถูกเป็นผิดได้ วันข้างหน้าก็จะทำให้สังคมรุนแรงขึ้นขัดแย้งขึ้น เพราะทุกคนก็จะมองว่า ขอให้ช่วงชิงชนะได้อำนาจ ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าพอได้มาแล้วก็ทำให้สิ่งผิดเป็นสิ่งถูกได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



