ข่าว

จากเพื่อนช่วยเพื่อนสู่บทบาทหญิงสู้ชีวิต

จากเพื่อนช่วยเพื่อนสู่บทบาทหญิงสู้ชีวิต

08 มี.ค. 2555

จากเพื่อนช่วยเพื่อน สู่ บทบาทหญิงสู้ชีวิต

                    การดำเนินงานให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะด้านฟื้นฟูเยียวยาให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวและชุมชนได้อย่างเป็นปกติ นับเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนทำงานด้านการช่วยเหลือผู้หญิงเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้มูลนิธิเพื่อนหญิง จึงร่วมมือกับกลุ่มหญิงสู้ชีวิต เปิดเวทีอภิปรายหัวข้อ “กว่าจะเป็นผู้หญิงสู้ชีวิต และบทเรียนจากการเป็นพี่เลี้ยงหญิงสู้ชีวิต” ในงานสัมมนา “เมื่อผู้เสียหายกลายเป็นหุ้นส่วนในการทำงานต้านการค้ามนุษย์ โครงการส่งเสริมบทบาทกลุ่มหญิงสู้ชีวิตในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่กลับจากต่างประเทศในการคืนสู่สังคม" เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ทั้งยังเป็นการรวบรวมข้อเสนอแนะแนวทางในการให้ความคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือต่อไป โดยมี อุษา เลิศศรีสันทัด ผอ.โครงการมูลนิธิผู้หญิงและสมาชิกจากกลุ่มหญิงสู้ชีวิต ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย

                    “ณี” (นามสมมุติ) ผู้ประสานงานและเลขานุการกลุ่มหญิงสู้ชีวิต เผยว่า เธอผ่านการต่อสู้คดีเพียงลำพัง กระทั่งได้เข้ากลุ่มเยียวยาของมูลนิธิ ได้พบปะคนมีประสบการณ์เดียวกันทำให้กล้าที่จะเปิดใจคุย จึงนำเสนอว่าน่าจะจัดตั้งกลุ่มหญิงสู้ชีวิตขึ้นเพื่อพูดคุยปัญหาแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ตลอดจนหาวิธีกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวและสังคมอย่างปกติ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีผู้หญิงเข้าร่วมกลุ่มเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 95 คน จากตอนแรกเป็นผู้รับการเยียวยา ตอนนี้กลายเป็นผู้เยียวยา ทั้งยังได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรเพื่อนำเสนอเรื่องราวแก่ผู้อื่นด้วย

                    ด้าน “กอง” (นามสมมุติ) ประธานกลุ่ม เล่าว่า ตอนที่เดินทางกลับประเทศไทยคิดว่าตัวคนเดียวจะทำอย่างไรต่อไป แต่พอมาถึงสนามบินมีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาสังคมไปรับให้ความช่วยเหลือ และชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่ม ได้พูดคุยทำให้รู้ว่าหลายคนมีปัญหาเหมือนเราและหลายคนหนักกว่าเรา ทำให้มีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นและคิดที่จะสู้ต่อไป เช่นเดียวกับ “เอ๋” (นามสมมุติ) หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม เล่าว่า จากวันที่มีปัญหาไม่เคยกล้าพูดอะไรกับใคร ใช้เวลาประมาณ 2 ปีก้าวผ่านความไว้วางใจและให้ความเชื่อมั่นกับมูลนิธิ กล้าเปิดใจพูดคุยเรื่องราวต่างๆ เรียกว่าให้ใจไปเต็มๆ

                    ปิดท้ายที่ มัทนา เชตมี ผู้ประสานงานโครการมูลนิธิ ทิ้งท้ายว่า กว่ากลุ่มจะก้าวมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมีมูลนิธิคอยเป็นพี่เลี้ยง เปิดโอกาสให้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน จนค้นพบว่าการเปิดพื้นที่ให้เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นพลังให้พวกเขาต่อสู้ ทำให้เขารู้ว่าไม่ได้โดดเดี่ยว เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่เป็นเรื่องของคนคนหนึ่งที่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การได้เข้ากลุ่มพูดคุยมีเพื่อนคอยปลอบโยนเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนอย่างแท้จริงให้ก้าวผ่านปัญหาของตัวเองไปได้ และนำไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป