
จากโฮปเวลล์ถึงโฮปเลส
จากโฮปเวลล์ถึงโฮปเลส : วันเว้นวันจันทร์พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
โครงการโฮปเวลล์ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟยกระดับในกรุงเทพฯ นับเป็นอภิมหาโปรเจกท์โครงการหนึ่ง รองลงมาจากโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทั้งสองโครงการประสบปัญหามาตลอดนับตั้งแต่เริ่มลงมือ และกินเวลาในการก่อสร้างยาวนานเป็นประวัติการณ์ แต่อย่างไรก็ตามสนามบินสุวรรณภูมิก็สามารถแล้วเสร็จอย่างหวุดหวิด ในปลายสมัยของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ส่วนโฮปเวลล์นั้นเผชิญชะตากรรมมากกว่า และยังคงคาราคาซังมาจนทุกวันนี้
โครงการโฮปเวลล์เริ่มขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ โดยได้เปิดการประมูลการก่อสร้างรถไฟยกระดับเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ซึ่งผลปรากฏว่า บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้ง ของนายกอร์ดอนวู นักธุรกิจชาวฮ่องกง เป็นผู้ชนะการประมูลเหนือบริษัทลาวาลิน ของแคนาดา โดยนายมนตรีพงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในขณะนั้น ได้เป็นผู้ลงนามในนามของรัฐบาลไทย กับบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปลายปี พ.ศ.2533 ซึ่งโฮปเวลล์จะใช้เงินในการลงทุนประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ในการสร้างระบบขนส่ง ระยะทาง 60.1 กิโลเมตร ทั้งนี้ โฮปเวลล์จะได้รับค่าตอบแทนปีละ 53.8 ล้านบาท เป็นเวลา 30 ปี รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การสร้างถนนยกระดับคู่ขนานกับทางรถไฟยกระดับ ซึ่งจัดเก็บค่าผ่านทางได้ การได้รับสัมปทานเดินรถไฟยกระดับ และการใช้พื้นที่ใต้ทางยกระดับอีก 600 ไร่
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างดำเนินไปด้วยความล่าช้า เนื่องจากประสบปัญหาการส่งมอบที่ดินของการรถไฟ และภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จนกระทั่งรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ที่ถูกขนานนามว่า บุฟเฟ่ต์คาบิเนต ถูกโค่นอำนาจลงและนายอานันท์ปันยารชุน ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการตรวจสอบสัญญาสัมปทานของรัฐบาลชุดก่อนที่มีลักษณะเป็นการผูกขาด และได้ประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ และจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานครขึ้นดำเนินการแทน
ต่อมาในสมัยของนายชวนหลีกภัย ได้มีการผลักดันให้โครงการโฮปเวลล์ดำเนินการต่อแต่ก็ประสบปัญหาเรื่องเงินทุน และแบบก่อสร้าง เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีมติครม.ในปี พ.ศ.2540 ยกเลิกสัญญากับบริษัทโฮปเวลล์ และโครงการโฮปเวลล์ได้ยุติลงในสมัยรัฐบาลนายชวนหลีกภัย สมัยที่ 2 ในปี พ.ศ.2541 หลังจากใช้เวลาก่อสร้าง 7 ปี และมีความคืบหน้าเพียง 13.7 เปอร์เซ็นต์
บริษัทโฮปเวลล์ โฮลดิ้ง ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในการบอกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นจำนวน 5.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่การรถไฟก็ฟ้องเรียกค่าเสียในการเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการเป็นจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งต่อมาใน พ.ศ.2551 คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ คืนเงินชดเชยแก่โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นเงินกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท
ทางรถไฟยกระดับของโครงการโฮปเวลล์ ถูกทิ้งร้างโดยขาดการดูแลรักษามาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี จนเกิดอุบัติเหตุแผ่นปูนขนาดใหญ่ของชานชาลาบริเวณวัดเสมียนนารีพังทลายลงมา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา
ผมคิดว่าเรื่องโครงการโฮปเวลล์น่าจะบอกอะไรหลายๆ อย่างแก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการอภิมหาโปรเจกท์ ซึ่งมักจะมีเรื่องของผลประโยชน์ หรือการเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และหลายๆ โครงการมักตามมาด้วยการไม่สามารถที่จะดำเนินโครงการให้สำเร็จลุล่วงลงหรือสมบูรณ์ตามที่เสนอไว้แต่ต้น ด้วยปัญหาน้ำท่วมปากไม่อาจบอกกล่าวอย่างชัดเจนได้ ขณะเดียวกันก็แลเห็นถึงการขาดความถี่ถ้วนรอบคอบ หรือการทำตามกระแสของหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้ต้องนำเงินภาษีอากรจำนวนมากไปชดเชยแก่คู่กรณี
แน่นอนว่าโฮปเวลล์ย่อมไม่ใช่โครงการใหญ่ยักษ์โครงการสุดท้ายของประเทศไทย ดังนั้น จึงไม่น่าที่จะปล่อยโครงการลักษณะนี้ไว้ในมือของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง หรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หากแต่ควรที่จะมีตัวแทนจากภาคส่วนอื่นเข้าร่วมพิจารณา ติดตามผล และตรวจสอบ เพื่อให้โครงการเหล่านั้นดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง



