
ปราบปรามยาเสพติดในโรงเรียน
ปราบปรามยาเสพติดในโรงเรียน : โลกของตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
ลักลอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำในอดีตดูเหมือนจะเป็นความผิดที่ยิ่งใหญ่ ต่อมามีการนำสุราใส่กระป๋องน้ำอัดลมและขวดอื่นๆ เข้ามาดื่มในโรงเรียนโดยปกปิดไม่ให้ครูเห็น การค้นพบบ้องกัญชาที่ผลิตขึ้นมาด้วยฝีมือของเด็กๆ ในโรงเรียนที่ซุกซ่อนไว้ในห้องกิจกรรม การเสพยาเสพติดในห้องน้ำ และขยายความรุนแรงไปจนถึงการจำหน่ายยาเสพติดในโรงเรียนที่พบเห็นได้ไม่ยากในปัจจุบัน
“โรงเรียนเสียชื่อเสียง” คือความกังวลและหวั่นกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาในกลุ่มครูจนกลายเป็นเรื่องยากมากหากบุคคลภายนอกจะเข้าไปศึกษาวิจัยเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุแห่งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนในโรงเรียน มิต้องพูดถึงการเข้าไปทำหน้าที่ของตำรวจแม้ว่าจะมีเบาะแสของการกระทำผิดของนักเรียนแล้วก็ตาม หากแต่เมื่อผ่านด่านการป้องกันตนเองไปได้แล้วนั้นเราจะพบได้ว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กนักเรียนนั้นล้วนมีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ใหญ่ที่แวดล้อมพวกเขาอยู่ไม่ว่าจะเป็นครูในระดับต่างๆ นักการภารโรง แม่ค้าในและหน้าโรงเรียน รวมไปถึงเครือข่ายของผู้ใหญ่ในชุมชนโดยรอบโรงเรียน นอกเหนือจากผู้ใหญ่ในครอบครัวซึ่งมักถูกกล่าวถึงว่ามีบทบาทสำคัญที่ทำให้เยาวชนมีพฤติกรรมไปในทิศทางใด
เพียงแค่ลำพังเรื่องการที่เด็กนักเรียนต่างพากันเรียนพิเศษจนธุรกิจประเภทนี้เฟื่องฟูเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กที่มีฐานะแตกต่างกันในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ภาพลักษณ์ของครูในโรงเรียนแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมามากพออยู่แล้ว หากวงการครูยังปล่อยให้ลูกศิษย์ของตนเองกลายเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การพนันบอล และมีการดำเนินชีวิตที่ไร้คุณภาพจะยิ่งทำให้คุณค่าของความเป็นครูลดน้อยถอยลง
ทำไมลูกศิษย์ของครูจึงเปลี่ยนสภาพเป็นผู้เสพยาเสพติดและต่อเนื่องไปจนถึงผู้ค้ายาเสพติดโดยใช้พื้นที่โรงเรียนเป็นสถานที่ในการกระทำการคือคำตอบที่ครูและตำรวจจะต้องร่วมกันหาคำตอบโดยมิต้องซัดโทษปัดภาระไปยังผู้ปกครองดังเช่นที่เคยกระทำผ่านมา...ด้วยหัวใจของความเป็นครูถึงแม้จะมีภาระและหนี้สินมากมายก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ที่สำคัญและยิ่งใหญ่นี้พร้อมๆ ไปกับการเรียกร้องภาครัฐให้ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการให้เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของครู มิเช่นนั้นจะไม่มีคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันที่จะเป็นครู “ไม่ใช่ยาบ้านะพี่...แต่มันเล่นระดับสเก็ต” เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอกเล่าถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในโรงเรียน คำว่าสเก็ต หมายถึงยาไอซ์ซึ่งเป็นยาเสพติดที่มีความรุนแรงและมีราคาสูงกว่ายาบ้า เด็กๆ เหล่านี้หาเงินจากที่ไหนมาซื้อและเสพยาเสพติดที่มีราคาแพงเช่นนี้? กระบวนการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นใครมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กและเยาวชนอย่างไร? กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนล้วนจำเป็นต้องถูกทบทวนพร้อมๆ กันทั้งกระบวนการเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แก้ปัญหาเชิงบูรณาการภาพรวมมิใช่แยกส่วนดั่งที่นิยมทำกันมา รวมถึงการปกปิด ซุกซ่อนปัญหาเพราะเกรงกลัวจะสูญเสียภาพลักษณ์และชื่อเสียงขององค์กรและปล่อยให้ปัญหาสะสมค้างคาไม่ได้รับการแก้ไข จนกระทั่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่เหล่าบรรดาครูรวมถึงนักเรียนในโรงเรียนต่างรู้กันดีว่า โรงเรียนของตนเองมิใช่โรงเรียนสีขาวดั่งเช่นป้ายที่ติดอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนก็ตาม
นับเป็นโอกาสดีที่ตำรวจจับมือกับครูเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนตามโครงการครู D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) หากแต่ความลึกซึ้งของภารกิจของครู D.A.R.E. น่าจะมากเกินกว่าการสอนหรือการให้ความรู้แก่นักเรียนชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจากไปเท่านั้น เพราะสาเหตุของการเสพและการจำหน่ายยาเสพติดของนักเรียนในโรงเรียนมิใช่เกิดขึ้นจากการที่เด็กนักเรียนในโรงเรียนขาดความรู้เกี่ยวกับอันตรายของยาเสพติด หรือขาดความรู้เกี่ยวกับทักษะการปฏิเสธเท่านั้น
ปรากฏการณ์รถซิ่งเกลื่อนเมือง การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย การเที่ยวสถานบันเทิงในเวลากลางคืน การเสพและจำหน่ายยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ทวีความรุนแรงอย่างมากในปัจจุบันนี้กำลังท้าทายครู ตำรวจและผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนต้องร่วมกันคิดใหม่ ทำใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบ เชิงโครงสร้างมากกว่าที่จะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในระดับปัจเจกบุคคลอย่างที่นิยมทำกัน
การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองที่มีต่อเด็กและเยาวชนของครูและตำรวจน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนที่จะไปทำการปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมของนักเรียน!



