
แรงงานหญิงเล็งจี้'ปู'เยียวยาน้ำท่วม
วงเสวนาแรงงานหญิงเตรียมบุกทำเนียบ จี้เยียวยาหญิงหลังประสบภัยน้ำท่วม ถูกนายจ้างลอยแพตกงานหนี้สินล้น ครม. รับทราบ มติ กบอ. อนุมัติ 246 โครงการ วงเงิน 2.48 หมื่นล้านบาท ยกระดับถนน-ขยับคันกั้นน้ำ-ขยายสะพานช่วยระบายน้ำ-ขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่ ยันไม่ใช้
ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ วันที่ 6 มี.ค. มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา เนื่องในวันสตรีสากล “ชีวิตแรงงานหญิง หลังเผชิญวิกฤตมหาอุทกภัย” เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาใส่ใจดูแลสวัสดิการแรงงานหญิง โดยนางสาวมณี ขุนภักดี ผู้ประสานงานพื้นที่ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ส่งเสริมความเสมอภาค สิทธิสตรี รวมถึงการเพิ่มโอกาส เพิ่มศักยภาพให้ผู้หญิงได้เท่าเทียมกับผู้ชายมาอย่างต่อเนื่อง
และในวันที่ 8 มี.ค.ของทุกปีถือเป็นวันสตรีสากล ที่ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญและยอมรับผู้หญิงมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสังคม แต่ปัญหาที่พบ ยังมีผู้หญิงถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม และผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมในปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ถือเป็นเหตุการณ์ที่ซ้ำเติมแรงงานหญิง ทำให้ผู้หญิงต้องถูกเลิกจ้าง ได้รับค่าแรงไม่เป็นธรรม
“สำหรับความเสียหายและผลกระทบหลังน้ำท่วม พบว่า 57 % ที่พัก ทรัพย์สินเสียหาย โดยส่วนใหญ่ 80.6 % เกิดความวิตกกังวล เพราะกลัวตกงาน/ถูกเลิกจ้าง รองลงมา 63.7% กังวลเรื่องหนี้สิน ที่เหลือกังวลเรื่องการซ่อมแซมบ้าน กลัวรถถูกยึด ที่น่าเป็นห่วงคือ สภาพหนี้สินของแรงงานหญิงต่อคนมีมากกว่า 10,000-50,000 บาท และ1 ใน 4 ต้องเป็นหนี้นอกระบบ ขณะที่ผลสำรวจยังพบปัญหาต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เช่น ขาดการพูดคุย ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายร่างกายกัน” นางสาวมณี กล่าว
นางสาวมณี กล่าวถึงข้อเสนอของกลุ่มแรงงานหญิง ต่อการช่วยเหลือเยียวยาปัญหาน้ำท่วมว่า แรงงานหญิงที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้มีเงินช่วยเหลือพนักงาน ฟื้นฟูบริษัทและรับกลับเข้าทำงานใหม่ รวมถึงมีการเยียวยาครอบครัว ซ่อมแซมที่พัก และเสนอให้บริษัทมีเงินกู้ยืมพิเศษปลอดดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอต่อรัฐบาล โดยขอให้มีเงินช่วยเหลือซ่อมแซมบ้าน ห้องเช่าตามสภาพความเสียหาย มีการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคให้มีเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำ มีการดูแลจัดหางานระยะสั้นและฝึกอาชีพระหว่างตกงาน/ระหว่างรอกลับเข้าทำงาน แก้ไขสิทธิประโยชน์เรื่องประกันว่างงานให้ครอบคลุมกรณีน้ำท่วม ดูแลจัดหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ตกงาน และจัดศูนย์ฟื้นฟูเยียวยาโดยจัดนักวิชาชีพให้บริการอย่างทั่วถึง
ด้านนางสาวสุรินทร์ พิมพา ผู้นำแรงงานหญิงกลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ในช่วงที่น้ำท่วมมีแรงงานหญิงเข้ามาขอรับคำปรึกษามากกว่า 100 ราย เพราะประสบปัญหาการถูกนายจ้างลอยแพต้องตกงาน และจนถึงตอนนี้หลายคนยังไม่มีงานทำ ไปสมัครงานตามที่ต่างๆ ก็ไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทำงาน เนื่องจากอายุมากเกินไป
ทั้งนี้ในวันที่ 8 มี.ค.เนื่องในวันสตรีสากล กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี จะร่วมกับองค์กรเครือข่ายแรงงานหญิง จากสหภาพแรงงานเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐวิสาหกิจ และแรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวเดินรณรงค์เริ่มจากองค์การสหประชาชาติไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเสนอประเด็นแก้ปัญหาผลกระทบต่อชีวิตของกลุ่มแรงงานหญิง โดยมีข้อเสนอทั้งหมด 3 เรื่อง 1. ขอให้รัฐบาลมีนโยบายให้มีพื้นที่เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ 2.มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน 3.มีมาตรการและแนวทางในการช่วยเหลือแรงงานหญิงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและเข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
ชาวกรุงเก่ายังผวาน้ำท่วมวอนรัฐหาทางป้องกัน
เมื่อเวลา 13.00 น.ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจความคืบหน้ากรณีการสร้างบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วมด้านหลังโรงงานในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากมีข่าวว่ามีชาวบ้านบางส่วนและกลุ่มเอ็นจีโอ แสดงความไม่เห็นด้วยในการสร้างบังเกอร์ป้องกันน้ำดังกล่าว
จากการสำรวจพบว่า บริเวณโรงงานทั้ง 3 เฟส กำลังมีการเร่งสร้างบังเกอร์คอนกรีต ซึ่งทำเป็นเขื่อนป้องกันน้ำท่วมรอบสวนอุตสาหกรรมทั้ง 3 เฟส รวมระยะทางก่อสร้างทั้งสิ้น 77.6 กิโลเมตร ซึ่งทางสวนอุตสหกรรมคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม โดยก่อสร้างเป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก ความสูง 6.5 เมตร ใช้เงินลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท
ด้านชาวบ้านใน ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีพื้นที่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากทราบว่ามีกลุ่ม NGO ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างแนวคันดินป้องกันน้ำท่วมโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมของจังหวัดฯ โดยหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่สมควรออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ ชาวบ้านจึงได้ทำการติดป้ายแสดงความคัดค้านกลุ่มเอ็นจีโอ ไว้ที่สะพานลอยถนนสายโรจนะเส้นทางวังน้อย-อยุธยา หน้าวัดคานหาม
ด้านนายพากร วังศิราบัตร อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า คนที่ออกมาคัดค้านการทำแนวคันดินป้องกันน้ำท่วมรอบนิคมอุตสาหกรรม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป้นพวกเหยียบย่ำความเดือดร้อนของคนอื่นเอามาสร้างผลประโยชน์ให้กับตนเอง
ครม.รับทราบมติกบอ.อนุมัติ246โครงการแก้น้ำท่วม
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. ว่า ตนได้รายงานต่อที่ประชุมครม. ถึงผลการประชุม กบอ.ที่ได้อนุมัติโครงการของกระทรวงคมนาคม 246 โครงการ เป็นเงิน 24,828 ล้านบาท ที่อยู่ในแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งที่ประชุมครม.รับทราบตามรายงานของ กบอ.แล้ว จากนั้นจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(กนอช.) ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการยกระดับถนนให้เป็นคันกั้นน้ำ การทำช่องระบายน้ำ และการขยายสะพานเพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดี รวมถึงมีการขยับคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ(คิง ไดค์) จากถนนสายไหม ขึ้นไปไว้ที่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ตลอดแนว เพื่อให้พื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯได้รับการป้องกันยาวตลอดแนว ซึ่งเขตดอนเมืองจะปลอดภัยด้วย ซึ่งโครงการเหล่านี้ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 เดือน
นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีโครงการสำคัญซึ่งเป็นโครงการระยะยาว ที่เราต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ คือ 1.การต่อขยายถนนคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีไปให้ถึง จ.นครปฐม ซึ่งใช้งบประมาณ ประมาณ 12,000 ล้านบาท เพื่อทำให้การคมนาคมไปสู่ภาคใต้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 2.การทำ“สตรีท คาแนล (STREET CANAL)” คือการยกพื้นถนนพุทธมณฑล สาย 4 และ 5 แล้วให้มีคลองคู่ไปกับถนน ใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมถนนบรมราชชนนีครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเกิดปัญหาระบายน้ำออกไปไม่ได้ โดยแนวคิดใหม่นี้จะทำให้มีเส้นทางน้ำทิศเหนือและใต้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากคลองทวีวัฒนา และ 3.การขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่ ซึ่งจะใช้เงิน 3,000 ล้านบาทเศษ หลังจากที่เคยรับการขุดลอกมาแล้วเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สำหรับทั้ง 3 โครงการนี้จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ปีเศษ อย่างไรก็ตาม โครงการทั้งหมดนี้ถือเป็นโครงการที่เกี่ยวกับถนนที่มาสนับสนุนระบบน้ำเพื่อใช้ในการป้องกันพื้นที่สำคัญเป็นหลัก และรองลงมาที่การระบายน้ำ สำหรับเงินที่เรามีอยู่จากพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 3.5แสนล้านบาทนั้น เราจะทยอยพิจารณา ซึ่งเงินส่วนใหญ่จะถูกใช้ในเรื่องน้ำโดยตรง เช่น งานของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น
รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ส่วนในอนาคตจะมีโครงการอื่นๆด้วย อาทิ การทำทางเบี่ยงน้ำ(FLOOD DIVERSION) การเชื่อมต่อโครงข่าย 17 ลุ่มน้ำ และการทำพื้นที่รับน้ำซึ่งต้องอยู่เหนือ จ.พระนครศรีอยุธยาขึ้นไป ซึ่งตนยืนยันว่าเราจะไม่ใช้พื้นที่ปริมณฑลเป็นที่รับน้ำ เพราะจะไม่เอาน้ำมาจ่อประตูเมืองอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการต่างๆจะช่วยทำให้ประชาชนและภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อแนวทางในการป้องกันปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลได้มากขึ้นว่าจะไม่เกิดปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติซ้ำอีก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล



