ข่าว

ฉก.ปราบละเมิดลิขสิทธิ์โต้ผู้ค้าพัฒน์พงษ์เปล่าปล้น

ฉก.ปราบละเมิดลิขสิทธิ์โต้ผู้ค้าพัฒน์พงษ์เปล่าปล้น

11 พ.ค. 2552

ผู้ค้าสินค้าย่านพัฒน์พงษ์ วิ่งโร่ร้อง "สภาทนายความ" แจ้ง จนท.ทำเกินกว่าเหตุ-ลุแก่อำนาจ อุปนายกฯสภาทนายความ ออกแถลงการณ์ระบุ แอบขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความผิดส่วนตัวยอมความกันได้ ผกก.บางรักยันไม่หนักใจถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ปล่อยปละละเลยผ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 พ.ค. ที่สภาทนายความ กลุ่มผู้ค้าสินค้า ถนนพัฒน์พงษ์ จำนวนประมาณ 200 คนนำโดย นายสุภาพ ชัยแสง และนายพิษฏ์ คูเจริญพาณิช แกนนำกลุ่มผู้ค้า เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ กับนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กรณี เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เข้าจับกุมเกินกว่าเหตุ มีการยิงปืนและใช้อำนาจเข้าจับกุมโดยผิดกฎหมาย และเข้าลักทรัพย์สินของกลุ่มผู้ค้า โดยหลังจากกลุ่มผู้ค้าเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์แล้ว ได้เข้าร่วมพูดคุย กับเจ้าหน้าที่ของสภาทนายความ

นายเดชอุดม กล่าวว่า ส่วนของสภาทนายความ ก็จะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องตนก็ได้สอบไปบางส่วนแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง และลุแก่อำนาจ ในส่วนของคดีจะต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับ เจ้าหน้าที่ที่ละเมิดการปกครองซึ่งเป็นคดีทางแพร่ง ทางกลุ่มผู้ค้าสามารถฟ้องไปยังกระทรวงพานิชย์ได้ แต่ถ้าหากว่าได้รับการปฎิเสธก็สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้ อีกทั้งทางคดีอาญาที่เกี่ยวกับเรื่องของการลักทรัพย์พ่อค้าแม่ค้าก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลอาญาได้เช่นกัน ส่วนเรื่องที่มีการใช้อาวุธปืนนั้นก็ต้องมีการสอบสวน ว่ามีใครพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะในระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการจับกุมนั้นก็ต้องแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ทุกครั้งในการตรวจค้น

 ทั้งนี้จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อหา และใช้บุคคลที่สวมใส่เสื้อดำ และไม่ได้แสดงบัตรในการตรวจค้น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ที่เข้าจับกุมนั้นจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งจาก รมว.พานิชย์ และต้องมีเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา และเจ้าหน้าที่ตำรวจไปร่วมตรวจสอบด้วย หากว่าเอาคนอื่น ไปร่วมกระทำ ก็ถือว่าไม่มีอำนาจทางกฎหมาย อีกทั้งการมาเอาของไปทั้งแผง และการยึดแล้วเอาของไปไหน ก็จะต้องมีการสอบสวนดำเนินคดี โดยทางเจ้าหน้าที่อาจจะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องจากกระทรวงพานิชย์ มาสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

 จากนั้นนายเจษฎา อนุจารี อุปนายกฝ่ายปฎิบัติการ ได้อ่านแถลงการณ์ ของสภาทนายความ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายให้ชอบด้วยหลักนิติธรรม ตามข้อเท็จจริง และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีใจความว่า สภาทนายความไม่เห็นด้วยกับการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอนไม่ใช่ลุแก่อำนาจอย่างที่ปฎิบัติอยู่ แต่สภาทนายความเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ในโสตทัศนูปกรณ์และลิขสิทธิ์ในรูปงานสร้างสรรค์ ที่มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์บริเวณถนนพัฒน์พงษ์ เป็นความผิดส่วนตัวไม่ใช่คดีอาญาร้ายแรง ถึงแม้จะมีโทษจำคุกและค่าปรับทางอาญาค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นเรื่องที่สามารถตกลงยอมความและเลิกคดีกันได้ โดยกระบวนการใช้กฎหมาย แต่การใช้กลุ่มพลังที่ไม่เกี่ยวข้องกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และดำเนินงานโดยใช้ความรุนแรง บังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ต้องมีการดำเนินกฎหมายตามขั้นตอนของหลักนิติธรรมที่ถูกต้อง ทางออกที่ดีก็คือ สร้างภาพบังคับหมายภาษีสรรพสามิต ของสินค้าลิขสิทธิ์ จะทำให้มีการควบคุมการจำหน่ายได้ดี และมีประสิทธิภาพ จะไม่มีการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผกก.บางรักยันไม่หนักใจถูกตั้งกก.สอบ

พ.ต.อ.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผกก.สน.บางรัก กล่าวชี้แจงกรณีนครบาลตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากที่พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีพล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผบช.น. เป็นประธานกรรมการนั้นไม่รู้สึกหนักใจหรือวิตกกังวลอะไร การปฏิบัติหน้าที่ก็ยังคงเต็มที่เหมือนเดิม เพราะสามารถชี้แจงรายละเอียดต่อคณะกรรมการได้ทุกเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนการทำงานนั้นก็ยังทำไปตามปกติ  ยอมรับว่าเห็นใจทั้ง 2 ฝ่าย และก็จะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งทุกเรื่องก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งขณะนี้ทาง พ.ต.ท.ชลิก สุขวรรณ พงส.(สบ 3) เจ้าของคดี เร่งดำเนินการในการสรุปสำนวนส่งฟ้องอยู่ โดยจนถึงขณะนี้มีแต่พ่อค้าแม่ค้าขายของพัฒน์พงษ์ รวม 13 ราย และคนขับรถตู้ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ว่าจ้างมาให้ขนถ่ายสินค้าเท่านั้น ที่เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีซึ่งกันและกัน

 พ.ต.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า ส่วนเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่มีการติดต่อเข้าให้ปากคำแต่อย่างใด ซึ่งก็ได้สั่งการกับทาง พ.ต.ท.ชลิก เจ้าของคดีไปแล้วว่า หากไม่มีการแจ้งความเพิ่มเติม ก็ให้ทำการสรุปสำนวนส่งฟ้องไปก่อน ขณะนี้ทราบว่าทาง พ.ต.ท.ชลิก ก็ได้เตรียมทำหนังสือถึงอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ดำเนินการส่งตัวเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กระทรวงพาณิชย์ เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ซึ่งหนังสือดังกล่าวตนเองได้เตรียมส่งให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาภายในวันอังคารที่ 12 พ.ค.นี้

 “เรื่องการกวดขันจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในพื้นที่โดยเฉพาะย่านพัฒน์พงษ์ซอย 1 ปกติมีการจับกุมตลอดและยืนยันไม่ได้ปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด  ผมในฐานะที่เป็นผู้สั่งการมีนโยบายเน้นหนักฝ่ายสืบสวน  ปราบปรามเข้มงวดกวดขันโดยเฉพาะเรื่องการนำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าเข้ามาจำหน่าย ซึ่งขณะนี้กล่าวได้เลยว่าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่วางจำหน่ายอยู่ลดน้อยลงไปมาก บางครั้งก็ไม่ได้มีการนำมาวางจำหน่าย เราก็ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนไปทำการล่อซื้อจับกุม ซึ่งก็ได้ดำเนินคดีกับผู้ค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไปหลายรายแล้ว” พ.ต.อ.เอกชัย กล่าว

ฉก.ปราบละเมิดลิขสิทธิ์โต้ผู้ค้าพัฒน์พงษ์เปล่าปล้น

หนึ่งในหน่วยเฉพาะกิจของ  พ.อ.นรินทร์ พันรายน์  รองประธานชุดสืบสวนปราบปรามละเมิดลิขสิทธิ์  กระทรวงพาณิชย์ซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อจริงอ้างว่าไม่มีสิทธิในการให้ข่าวต่อสื่อมวลชน    ชี้แจงถึงการเข้าตรวจค้นจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ว่า  บุคคลเสื้อดำตามที่เป็นข่าวเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานของรัฐที่ได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างถูกต้องเป็นทหารกองหนุนที่ปลดประจำการณ์แล้วและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ร่วมด้วยแต่แต่งกายในชุดนอกเครื่องแบบไม่ใช่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามที่กล่าวอ้างทุกอย่างสามารถตรวจสอบภาพได้มีการบันทึกเทปไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอนการจับกุม  ขอยืนยันว่าการเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งนี้ไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่อย่างใดและเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายใช้กำลังหรือใช้อาวุธยิงผู้ค้าและไม่ทราบว่ามีเสียงปืนมาจากไหนแต่ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืนดังมาจากท้ายซอยซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไป  

 แหล่งข่าวคนเดิม  ยังกล่าวถึงกรณีผู้ค้าออกมาร้องเรียนว่าถูกปล้นทรัพย์สินของมีค่าเป็นจำนวนมากนั้น ความจริงไม่ได้มีการลักทรัพย์เป็นเพียงการตรวจยึดมาตรวจสอบซึ่งของกลางทุกอย่างก็อยู่ในรถขณะทำการจับกุมโดยคัดแยกประเภทต่างๆว่ามีสิ่งใดผิดกฎหมายสิ่งใดถูกกฎหมายบ้าง แต่ระหว่างนั้นไม่เข้าใจจึงเข้าแย่งชิงของกลางกลับไปก่อนทำให้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเพราะเกรงหากมีการดำเนินคดีจะต้องเสียค่าปรับตามอัตราโทษที่สูงวงเงินหลักแสน  ส่วนสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายร่างกายยังไม่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ค้านั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีใครได้รับบาดเจ็บบ้างโดยฝ่ายกฎหมายกระทรวงฯกำลังดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเตรียมเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน