
การเมืองเรื่องฝาแฝด
การเมืองเรื่องฝาแฝด : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
สื่อกับการเมืองเป็นฝาแฝดกัน และความรุนแรงกับความเสมือนจริงก็เป็นฝาแฝดกัน
เริ่มต้นกันแบบนี้ เพราะที่มาสำคัญของเรื่องก็คือ ความอึดอัดของผมจากกรณีการรายงานข่าวการทำร้ายร่างกายของ อ.วรเจตน์ โดยสองพี่น้องที่มาดักรอ อ.วรเจตน์อยู่ที่คณะนิติศาสตร์
ซึ่งผมคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น หนึ่งในเรื่องใหญ่ก็คือเรื่องของการสร้างเค้าโครงเรื่องของการรายงานข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ซึ่งผมคิดว่า สื่อพยายามเสนอมิติของความรุนแรงและมิติของอาชญากรรมมากกว่าเรื่องของมิติทางการเมืองและบทบาทของสื่อที่มีต่อการเมือง ซึ่งจนถึงวันนี้การค้นหาความจริงในเรื่องนี้ก็ยังมืดแปดด้านอยู่ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรจะค้นหาความจริงอยู่ไม่ใช่น้อย
ขยายความได้ว่า ในประการแรก สื่อไทยให้ความสนใจเรื่องของการทำร้าย อ.วรเจตน์อย่างพร้อมเพรียง
ส่วนเรื่องราวจะนำไปสู่การหันกลับมาเสนอว่ากลุ่มนิติราษฎร์เสนออะไรบ้างนั้นคิดว่าไม่มีความชัดเจนใดๆ เพราะไม่มีข่าวช่อง (ทาง) ไหนที่นำข้อเสนอของนิติราษฎร์มารายงานในรายละเอียดแต่อย่างใด
แต่ประการที่สองนั้น สื่อมีเค้าโครงการการเล่าเรื่องที่หนักไปทางการเปิดโปงให้เห็นแนวโน้มของการใช้ความรุนแรงของผู้ต้องหาทั้งสอง ซึ่งดูคล้ายกับเค้าโครงในการเสนอเรื่องของคนร้ายที่ไล่ยิงนักศึกษาในอเมริกา และประเทศในยุโรป โดยการพิจารณาภาพที่นำมาลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่มีการเล่นปืน หรือมีรอยสัก รวมทั้งการโพสท่า เป็นต้น
ส่วนเรื่องของการอ้างถึงว่าฆาตกรมีส่วนร่วมในการเผาหุ่น อ.วรเจตน์นั้น จนถึงวันนี้ก็ไม่เห็นว่ามีการค้นหาความจริงจากสื่ออย่างเอาจริงเอาจัง
ในอีกด้านหนึ่งนั้น เราก็พบกับกระแสกองเชียร์ตามเน็ตที่ให้กำลังใจและสนับสนุนยกย่องการกระทำของผู้ต้องหาอยู่มากมาย รวมทั้งกระแสวิจารณ์เรื่องดังกล่าวจากฝ่ายที่สนับสนุนคณะนิติราษฎร์
คำถามที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ตกลงเรากำลังมาถึงยุคที่เชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์หรืออินเทอร์เน็ตนั้นมิใช่เรื่องที่เกินเลยไปที่จะบอกว่าเป็นความจริงได้ด้วย
แทนที่จะบอกว่าการที่คนเราไปแสดงความคิดเห็นในเน็ตนั้นไม่ได้โยงเกี่ยวโดยตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง
เพราะวันนี้เราพบแล้วว่าโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริงล้วนเกี่ยวเนื่องกันอย่างมีนัยสำคัญและแบ่งแยกกันได้ลำบาก รวมทั้งอิทธิพลของภาษาที่มีต่อการกระทำจริง
และคำถามสำคัญประการต่อมาก็คือ ถ้าเงื่อนไขข้อแรกนั้นจริง ก็คือผู้ต้องหานั้นได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะมาจากสื่อธรรมดา หรือสื่อในอินเทอร์เน็ต ผมคิดว่าแนวทางการสืบสวนและแนวทางการแสวงหาความจริงในสังคมน่าจะอยู่ที่ว่า ตกลงแล้วผู้ต้องหาได้รับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งไหนบ้าง
นั่นแหละครับ เราถึงจะโยงไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้จริงๆ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจกว่าการพยายามหาว่าใครจ้างมาเสียอีก เพราะว่าไม่ว่าจะมีการจ้างมาจริงหรือไม่ ผู้ต้องหาก็ต้องมีความเพียรในการมานั่งรออยู่ไม่ใช่น้อย ขณะที่ผมคิดว่าเรื่องสำคัญอยู่ที่เรื่องของการทำความเข้าใจกระบวนการสื่อสารและสร้างจิตสำนึกให้แก่ผู้ต้องหามากกว่า ว่าเขาได้รับข้อมูลข่าวสารมาจากไหนกันแน่



