ข่าว

ชี้ยุบรวม'ศาลปค.-รธน.'แค่ทฤษฎี'วัฒนา'

ชี้ยุบรวม'ศาลปค.-รธน.'แค่ทฤษฎี'วัฒนา'

05 มี.ค. 2555

โฆษกศาลยุติธรรม ระบุประชุม กก.แก้ รธน. 50 ศาลรอศึกษาวิเคราะห์ส่วนเกี่ยวข้องศาลยุติธรรม ยันยังต้องใช้เวลา ส่วนที่เสนอยุบรวมศาลปกครอง ศาลรธน.สังกัดแผนกในศาลฎีกา ชี้แค่หลักทฤษฎีของ "วัฒนา เมืองสุข" ระบุมองอย่างเป็นกลาง รธน. แยกศาลแบ่งภาระ "ยงยุทธ" โยนแก้รธ

               5มี.ค.2555 นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม 1 ในคณะอนุกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (อนุ ก.บ.ศ.) ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า ขณะนี้คณะอนุ ก.บ.ศ. กำลังศึกษาข้อมูลและอยู่ระหว่างการประชุมระดมความคิดเห็นเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้น ยังไม่ตกผลึกว่าจะแก้ไขประเด็นใดหรือไม่ซึ่งต้องมีการประชุมต่อเนื่อง ต้องศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม และวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียจนครบทุกประเด็นตามภารกิจและโจทย์ที่ได้รับมอบหมายมา ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและรายละเอียดที่คณะอนุ ก.บ.ศ.จะหยิบยกนำมาอภิปรายระดมความเห็นกัน หากคณะอนุ ก.บ.ศ. ศึกษาวิเคราะห์ได้ผลก็จะเสนอรายงานความเห็นที่ประชุมให้ ก.บ.ศ.ชุดใหญ่รับทราบเป็นระยะ เพื่อเตรียมเสนอต่อผู้มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดโอกาสให้ศาลยุติธรรม ส่งผู้แทนไปร่วมเป็น สสร.เพื่อแสดงความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่
 
              ส่วนที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นแผนกในศาลฎีกานั้น นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเพียงความเห็นของนายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และเป็นเพียงแค่หลักทฤษฎี ศาลยุติธรรมไม่มีความเห็นว่าจะยุบศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลที่เกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ต้องการแยกศาลออกจากกันตามภารกิจหน้าที่

              “กว่าที่ศาลยุติธรรมจะแยกจากกระทรวงยุติธรรมได้ ก็เมื่อปี 2543 จึงสามารถทำได้ และแต่ละศาลเองก็มีทฤษฎีการทำงานตามกฎหมายที่แยกกัน มองอย่างเป็นกลางที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการแบ่งศาล เพราะต้องการแบ่งเบาภาระให้ศาลยุติธรรมที่ต้องการให้คดีแต่ละประเภทแยกจากกัน ศาลยุติธรรมก็เคารพรัฐธรรมนูญที่กำหนดอย่างนั้น” นายสิทธิศักดิ์ ระบุ

              ส่วนประเด็นที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจตุลาการเป็นตัวแทน คัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น นายสิทธิ์ศักดิ์ กล่าวว่า การที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาเป็นใน 1 ตุลาการ มีส่วนในการคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ต้องการให้มีผู้แทนซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้สรรหา ซึ่งถือเป็นงานฝาก งานเพิ่มขึ้นมาไม่เกี่ยวกับศาลยุติธรรมโดยตรงเพราะผู้พิพากษาต้องการความเป็นอิสระและเป็นกลาง ดังนั้นจึงอาจต้องมีการทบทวนบทบาทตามรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวว่ามีความเหมาะสมกับประธานศาลฎีกาหรือไม่ จะเกิดประโยชน์อย่างไร มีผลเสียอย่างไรถ้าประมุขฝ่ายตุลาการต้องมีบทบาทในการคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม


“ยงยุทธ”โยนแก้รธน.ในส่วนองค์กรอิสระฯ-ศาลให้เป็นหน้าที่สสร.

               นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลคงไม่สามารถให้คำตอบได้เพียงว่าจะไม่แก้ไข และไม่เข้าไปแตะต้องในหมวดของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในส่วนขององค์กรอิสระและศาลนั้น คงเป็นหน้าที่ของ สสร.เห็นสมควรว่าจะเข้าไปแก้ไขหรือไม่ เพราะผู้แทนของ สสร. นั้นมาจากเสียงของประชาชน ส่วนสามข้อที่พรรคประชาธิปัตย์ห่วง 3 ข้อนั้น ข้อแรกที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น เราสามารถยืนยันได้ว่าไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนข้ออื่น ๆ นั้น คงเป็นหน้าที่ของ สสร. ดำเนินการแก้ไขอีกเช่นกัน

              “เมื่อฝ่ายบริหารไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบองค์กรอิสระได้ เนื่องจากต้องถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ก็อาจให้ประชาชน หรือองค์กรอื่นใดที่อาจตั้งขึ้นมาใหม่เป็นผู้ตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระอีกที ซึ่งระบบการตรวจสอบที่ดีนั้น ควรจะมีการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วเขาก็ใช้ระบบกลไกลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะองค์กรใดก็แล้วแต่” นายยงยุทธ กล่าว

คณบดีนิด้าเชื่อสสร.เลือกตั้งหนีไม่พ้นการเมืองจัดตั้ง

           นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ คณบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่า ในการประชุมวันที่ 6 มี.ค.ยังไม่ทราบว่าทางคณะที่ปรึกษาจะหยิบยกประเด็นใดมาหารือบ้าง  ส่วนจะหารือเรื่องความชอบหรือไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญในการแก้ไขนั้น ไม่ทราบว่าจะมีใครหยิบยกมาหรือไม่ หากมีใครเสนอก็คงต้องพิจารณา

           นายสมบัติกล่าวว่า สำหรับที่มา สสร.  ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจังหวัดละคน ส่วนตัวมองว่าควรระบุถึงคุณสมบัติเฉพาะเนื่องจากการเลือกตั้ง สสร. มีภารกิจเฉพาะคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เหมือนการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ถูกเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในการทำนหน้าที่ด้านต่างๆ อย่างไรก็ตามการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้คล้ายกับเมื่อ สสร. 2540 แต่ขณะนั้นไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นผลการเลือก สสร. ที่ออกมา สามารถคาดเดาได้ว่า สสร. เสียงส่วนใหญ่จะอยู่ทางข้างการเมืองไหน ตนมองว่าจะเป็นตัวที่ทำให้ความชอบธรรมของ รัฐธรรมนูญน้อยลง ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้ง สสร.คงหนีไม่พ้นการจัดตั้งทางการเมืองแน่นอน เพราะหากเปรียบเทียบการเลือกตั้ง สภาเกษตรกรที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนที่ออกมาเลือกน้อยมาก  ทั้งที่สภาเกษตรกรเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรทั้งหมด

           นายสมบัติกล่าวต่อว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่ต้องเข้ามาทำภาระกิจเฉพาะ ส่วนหนึ่งต้อกำหนดให้ชัดเจนว่าสนใจในรัฐธรรมนูญและเข้าใจในรัฐธรรมนูทั้งฉบับ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนเพียง ร้อยละ 2  ที่อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับดังนั้นต้องมาพิจารณาว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่มีค่าใช้จ่ายสูงยังคงต้องมีอยู่หรือไม่ 

           "คุณสมบัติของ สสร. คงไม่จำเป็นที่ต้องระบุให้ชัดเจนถึงสาขาวิชาที่เรียนแต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะเจตนาที่แท้จริงของการแก้ไข รธน. มาตรา 291 คือการยกเลิก รธน. 2550 ทั้งฉบับ แต่ควรที่จะให้บุคคลที่สนใจกับการแก้ไข เข้ามาเป็น สสร." นายสมบัติ กล่าว


"รองปธ. กมธ.แก้รธน."หนุนเขียนเจตนารมณ์ไม่แตะสถาบัน

           นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กล่าวว่าตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุให้เขียนเจตนารมณ์ว่า สสร. จะไม่แตะหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสองว่าด้วยสถาบัน ส่วนข้อเสนอที่ระบุว่า จะไม่ให้ยุ่งกับศาลองค์กรอิสระและไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์คนคนเดียวนั้นตนเห็นว่าเป็นการขีดกรอบการทำงานของ สสร. มากเกินไปทำให้ไม่มีความเป็นอิสระ ซึ่งประเด็นดังกล่าวตนมองว่าควรที่จะให้ สสร. เป็นผู้พิจารณาว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญใดมีปัญหากับการบริหารประเทศหรือไม่ หากมีก็ควรปรับปรุงเช่น กรณีศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจในการถอดถอนนักการเมืองและพิจารณาเรื่องยุบพรรคการเมือง ตนมองว่าอาจจะทำให้เกิดภาพที่ไม่ดี เช่น กรณีการยุบพรรคพลังประชาชนที่พิจารณาในช่วงเช้าและมีคำพิพากษาในช่วงเย็น ถือว่าเป็นการกระชับการทำงานเกินไป ซึ่งควรเปิดให้สภาได้ตรวจสอบ 

           อย่างไรก็ตามการตั้งเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหนึ่งเป็นอถุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการที่กำหนดเวลาทำงานไว้ 30 วัน ทั้งนี้ในการประชุมนัดต่อไปคาดว่าจะพิจารณาในเนื้อหาของที่มาของ สสร. ได้