
'เฉลิม'ปัดเกาเหลา'ผบ.ตร.'
'เฉลิม'ปัดทะเลาะ 'ผบ.ตร.' หลังไม่ร่วมงาน D.A.R.E เพราะเป็นไข้ ยันไร้อำนาจโยกย้าย พร้อมหนุนระบบตรวจสอบศาลรธน.-ศาลปค.เหมือนศาลยุติธรรม ยันรัฐบาลไม่แตะหมวดกษัตริย์ ไม่แก้ ม.112
เมื่อเวลา 10.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง กระแสข่าวความขัดแย้งกับพล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. จึงไม่ได้ไปร่วมงาน"รวมพลัง คน D.A.R.E ที่สนามศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ตนเดินทางไปประชุมมอบนโยบายการปราบปราบยาเสพติดที่จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา กลับมาตอนค่ำแล้วป่วยเป็นไข้ เจ็บคอ ซึ่งตนได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว และงานรวมพลังคน D.A.R.E ก็เป็นงานลักษณะวิชาการและเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ได้แสดงพลังให้ผู้ใหญ่ได้คิดว่าเด็กก็รังเกียจยาเสพติด แต่ส่วนใหญ่ตนจะรับผิดชอบการวางแผนงานปราบปรามจับกุม ยืนยันว่า ไม่ได้มีปัญหาเกาเหลากับ ผบ.ตร. แต่เพราะเป็นงานคนละหน้าที่ ตนได้ร่วมประชุมกับ ผบ.ตร. และตนคิดค้นให้เพิ่มตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจอีกจำนวนมากเพื่อเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด
"ผบ.ตร.คนนี้นอกจากไม่คิดย้ายแล้ว ยังจะคิดต่ออายุให้ แต่ต่อไม่ได้ ท่านทำงานดี เพียงแต่บางคนบางส่วนพอเห็นรัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดที่เป็นนโยบายเร่งด่วนได้ดี ก็มีความริษยา จะก่อให้เกิดความแตกแยก แต่คงลำบาก สื่อเครือเนชั่นเขียนให้ผมทะเลาะกับ ผบ.ตร. เอาสมองส่วนไหนมาคิด ว่าผมจะย้ายผบ.ตร. ผมไปย้ายเขาได้ไหม ปัดโธ่ มีแต่ท่านจะย้ายผม" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
"เฉลิม"หนุนระบบตรวจสอบศาลรธน.-ศาลปกครอง
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง ผลการสำรวจความเห็นประชาชนเป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความแตกแยก ซึ่งมีบางคนเสนอให้มีการทำประชามติทั้งก่อนและหลังยกร่างรัฐธรรมนูญยอมเสียเงินเพื่อความสบายใจ ว่า ตนเคยพูดมาก่อนแล้วในพรรค แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออกมา ก็ต้องปฏิบัติตาม ตนเกิดกรุงเทพฯ และอยู่กับสายข่าวมาตลอดรู้ว่าถ้าจะเริ่มขยับอะไรแล้วปัญหาจะเกิด แต่ไม่ใช่คนมีอำนาจตัดสินใจ ขอถือโอกาสนี้ตอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้แสดงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า 1.รัฐบาลแสดงจุดยืนแน่นอนห้ามแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ 2.พรรคเพื่อไทยแสดงจุดยืนแน่นอนชัดเจนห้ามแตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ในการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และตน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ก็พูดมาประมาณ 10 ครั้ง และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็พูด ส่วนพรรคเพื่อไทยก็แถลงแล้วแถลงอีกว่าการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คนทั้งประเทศเข้าใจ แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าใจหรือเข้าใจช้ามาก และตนก็ไม่คิดว่านายอภิสิทธิ์จะไม่เข้าใจ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่จะยกร่าง ต้องเป็นเรื่องของ สสร.ที่ได้รับเลือกตั้ง ถ้าเราไปกดดัน สสร.ว่าต้องทำอย่างนั้นหรือไม่ทำอย่างโน้น มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย
"ไหนชื่อพรรค Democrat Party ต้องให้เกียรติ สสร. ซึ่งใครจะได้รับเลือกก็ยังไม่รู้และเมื่อได้รับเลือกมาแล้วเขาจะคิดแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ ผมแสดงจุดยืนได้อย่างเดียวไม่ให้แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์และไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้วกับพรรคประชาธิปัตย์" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์เปิดใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้สถานการณ์เบาลงหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า จริง ๆ ตนคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ บ่อย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นห่วงประเทศชาติ ไม่ได้ห่วงตัวเอง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกตนว่าจะกลับประเทศไทยเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ห่วงประเทศชาติ อยากให้ประเทศชาติพัฒนาและมีความปรองดอง ไม่อยากให้ทะเลาะเบาะแว้ง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความห่วงใยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีต่อคนยากจน เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใด จึงชนะทุกครั้ง
เมื่อถามว่า เป็นเจตนาของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามจะให้ไม่สามารถปรองดองกันได้ จึงหยิบเรื่องความขัดแย้งขึ้นมา รองนายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ดูพวกดาวรุ่งใหม่ ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์แถลงแต่ละวัน ไม่เห็นมีสาระเลย และบทบาทในสภาแสดงแบบรุนแรงเหมือนสงครามอ่าวเปอร์เซีย แต่ไม่สำเร็จ พวกตนไม่ตกหลุมไม่เล่นด้วย
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนดูแลทั้งด้านการข่าวและการดูแลการชุมนุมนั้น ตนขอเชิญมาทุกกลุ่มมาชุมนุมไม่มีการไปขัดขวางเด็ดขาด ตนสั่งตำรวจให้อยู่ห่างรัศมีประมาณ 200 เมตร อย่าไปยุ่งกับเขา มิฉะนั้นจะถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางกายภาพ
ส่วนที่หลายกลุ่มมีข้อเรียกร้องมาถึงรัฐบาลว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่ไปตัดทอนอำนาจขององค์กรอิสระ และไม่เป็นการแก้ไขเพื่อฟอกผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ คนเรียกร้องมาเรียกร้องผิดที่ รัฐบาลไม่ได้แก้ไข ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จำนวน 17 ประเด็น เพื่อให้มี สสร.แล้วมาเรียกร้องกับรัฐบาลทำไม พวกเรียกร้องควรจะเรียกร้องเมื่อมีสสร.แล้ว แต่นี่มาผิดงาน ทำให้สับสนวุ่นวาย
ต่อข้อเมื่อถามที่ว่า ต้องให้สมาชิกพรรคช่วยกันชี้แจงต่อประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไปทุกที่ก็ชี้แจงเสียงปรบมือก็ลั่นห้อง และฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์เลิกให้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่แก้ตรงนั้นตรงนี้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล รัฐบาลยืนยันห้ามแตะหมวดพระมหากษัตริย์ และไม่ยอมโดยเด็ดขาดที่จะแก้ไขมาตรา 112
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่ยอมยืนยันว่าจะไม่แก้ไขหมวดเกี่ยวกับศาล รองนายกฯ กล่าวว่า เพราะเราไม่รู้ว่า สสร.เขาจะว่าอย่างไร ซึ่งถ้าจะให้ส่งสัญญาณไปทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันมากไป ทั้งนี้ ตนเคยพูดในฐานะ รมว.ยุติธรรมไว้เมื่อปี 2538 ว่าไม่เห็นด้วยกับระบบศาลคู่ เพราะไม่มีการตรวจสอบ เวลาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองจะพิจารณา ก็จะเลือกผู้พิพากษามาจากองค์ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา เมื่อมีอีกคดี เขาก็จะเลือกใหม่ และในจำนวน 9 คน หากจำเลยเข้าใจว่าอาจจะไม่เป็นธรรมหรือมีเหตุอันควรเชื่อ ก็ร้องเปลี่ยนตัวได้ หรือมีพฤติกรรมไม่ดีก็ร้องต่อ คณะกรรมการข้าราชการตุลาการ(ก.ต.)ได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็เช่นเดียวกัน มีก.ต.คุ้มครอง แต่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีระบบการตรวจสอบ ถ้ามีศาลคู่มัน ต้องมีระบบตรวจสอบ จะคงไว้ต่อไป
เมื่อถามว่า แสดงว่าเรื่องศาลและองค์กรอิสระต้องปรับบทบาทที่มีอยู่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ใช้คำว่าอย่างนั้น แต่จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องมีระบบตรวจสอบเหมือนศาลยุติธรรม ถ้าอยากทำหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบ ต้องยึดศาลยุติธรรมเป็นแม่แบบ จะมีศาลคู่อย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีระบบตรวจสอบได้เหมือนศาลยุติธรรม สังคมก็ไม่กังวลใจ วันนี้ศาลยุติธรรมมาตรฐานที่สุด แต่ตนไม่ได้ว่าศาลอื่นไม่มาตรฐาน แต่ระบบตรวจสอบไม่มี ถ้าตรวจสอบไม่ได้อันตราย อย่ามามองนักการเมืองว่าไปรังเกียจ กี่ร้อยปีที่ไม่มีศาลคู่ แล้วประเทศชาติอยู่มาได้อย่างไร ส่วนองค์กรอิสระมีการตรวจสอบถอดถอนได้อยู่แล้ว ซึ่งวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปีเท่าส.ส.ถือว่ากำลังดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ระบุว่าจะไม่เปิดช่องให้มีการล้มล้างคำพิพากษาคดีต่าง ๆ ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทำไมรัฐบาลไม่กล้าเขียนไปให้ชัด รองนายกฯ กล่าวว่า แค่คิดก็ผิดแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญอีกร้อยฉบับ ก็ล้มเลิกไม่ได้ เขาไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแล้วแกล้งไม่เข้าใจ ให้แก้รัฐธรรมนูญอีกร้อยฉบับ คำพิพากษาที่มีอยู่แล้ว มันล้มเลิกไม่ได้ เอาอะไรมาพูด คดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว มันเปลี่ยนแปลงคำตัดสินไม่ได้ ยกเว้นแต่จะมีการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม
"เฉลิม" สาบานกลางวุฒิสภา หากเอี่ยวทุจริตตั้ง ตร. ขอให้วิบัติ
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา ได้ตั้งกระทู้ถาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ฐานะที่กำกับดูแล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ในการประชุมวุฒิสภา ว่า ขณะนี้พบว่าสื่อมวลชนได้เขียนวิพากษ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับ โดยเฉพาะในหนังสือพิมพ์มติชน ที่เขียน เรื่อง เงาปีศาจ ที่ระบุว่ามีการวิ่งเต้น เรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นรัฐบาลมีมาตรการแก้ไขปัญหา และสร้างความเป็นธรรมอย่างไร
“ผมยืนยันต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ยุคอื่นผมไม่ทราบ แต่ยุคผมที่เป็นประธาน กตร. ไม่เคยแทรกแซงและไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง หากผมพูดเท็จขอให้วิบัติ ส่วนในอดีตใครทำมาอย่างไร กรรมเป็นเครื่องบ่งบอก สมัยนี้ไม่มี และผมขอสาบแช่ง ระดับผู้บังคับบัญชา หากไปแต่งตั้งโดยเอาเงินลูกน้องขอให้วิบัติทุกคน หากผมลงไปแทรกแซง ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับไปบอกสื่อ ให้แอคแทกผม”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
รองนายกฯ ชี้แจงต่อว่า ส่วน เรื่อง เงาปีศาจ ที่เหยี่ยวถลาลมเขียน ยอมรับว่ามีจริง ทำถึงขั้นเรียกผู้บัญชาการ, เจ้าหน้าที่กำลังพลเพื่อแต่งตั้งโยกย้าย เขาเป็นคนไม่สุจริต มีคดีความ ตนไม่ยอมเด็ดขาด และพยายามหาทางแก้ปัญหา กำลังจะเอาใบหนาดตี ส่วนที่ระบุว่าการแต่งตั้งล่าช้านั้น เพราะตนเข้ามาช้าไป ที่ผ่านมาการแต่งตั้งเลอะเทอะ และปล่อยคนอำนาจร่วมทำบัญชี แต่สมัยตนตนไม่ทำ เพราะตนเป็นลูกตำรวจและเป็นตำรวจ
นายวันชัย ถามต่อว่า วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีหมอผีปราบปีศาจได้ ตนไม่รู้ว่าใครเป็นปีศาจ เพราะอยู่นอกวง หากมีโอกาสขอรองนากยฯ เปิดเผยชื่อ อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ย่อมระบบอุปถัมภ์ พรรคพวก และระบบต่างตอบแทน นอกเหนือเกณฑ์ปกติและระบบคุณธรรม ดังนั้นรัฐบาลจะมีมาตรการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่มีเส้น ได้รับตำแหน่งที่เหมาะสม
รองนายกฯ ชี้แจงว่า สมัยที่ส.ว.ยกตัวอย่างนั้น คาดว่าไม่ได้เกิดในสมัยที่ตนดูแล สตช. เพราะระดับรองผู้กำกับการยังไม่ถูกพิจารณาแต่งตั้ง สำหรับระบบอุปถัมภ์ที่กล่าวมานั้น ตนยอมรับว่าไม่มีสังคมไหนในโลกที่ไม่มี แต่ยุคปัจจุบัน หากจะมีระบบอุปถัมภ์ต้องมีกฎ กติกา ที่ถูกต้อง บางครั้งตำรวจบางคนได้รับความก้าวหน้า บางคนไม่ สอพลอตามหลังหรือเข้าหานักการเมือง เช้าอยู่บ้านนักการเมือง เป็นสิบ เป็นร้อย แต่นักการเมืองคนนั้นไม่ใช่ตน ผมบอกทุกคนไม่ต้องมาหาและไม่ยุ่งเกี่ยวในการแต่งตั้งโยกย้าย
“ยุคนี้ประชาชนเข้าใจตำรวจ ทั้งนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ได้ตำแหน่งดาบตำรวจทั่วประเทศ อายุ 53 ปี อบรมเป็นนายตำรวจ รอบแรก 2.6 หมื่นคน ไม่ต้องวิ่งเต้น เสียเงิน หรือกราบไหว้ใคร 1 เม,ย. ได้รับการติดยศทั้งหมด ติดที่สนามราชมังคลาพิเศษ ให้ผู้บังคับบัญชาเลี้ยงกัน ให้ภรรยามีโอกาสใส่รองเท้าส้นสูง และแสดงความยินดี หากรัฐบาลชุดนี้คิดหากิน ตั้งต้องกรรมการพิจารณา ไม่ต้องห่วง แต่ที่น่าห่วง คือ ไอ้ปีศาจร้าย ที่เป็นมนุษย์แปลกหน้า และมนุษย์อุบาวท์ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ไปเรียกตำรวจทั่วประเทศ ตอนเช้ามีผู้บัญชาการบอกว่าจะไปหาผม ผมบอกไม่ต้องไป ให้ไปหา ผบ.ตร. หากผมยอมให้เกิดเหตุเช่นนี้ใน สตช. ผมก็อยู่ไม่ได้” รองนายกฯ กล่าว
นายวันชัย ถามต่อว่าตนได้รับจดหมายน้อยจากตำรวจ ระบุว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ข้าราชการตำรวจที่มาจากรัฐบาลเก่าต้องย้ายไปอยู่ที่ จเรตำรวจ ประกอบด้วย จเรตำรวจยศพล.ต.อ. 1 นาย , พล.ต.ท. 12 นาย, พล.ต.ต. 22 นาย, รองผู้บังคับการ 25 นาย และ ผู้กำกับ 26 นาย ซึ่งพวกที่ถูกทิ้งที่จเร ไม่เคยออกตรวจอะไร นอนกินเบี้ยเลี้ยงส่วนมาก
“สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน มักกล่าวหาว่ารัฐบาลเล่นพรรค เล่นพวก เอาคนของตัวเองเข้าไป วันนี้เป็นคนมีอำนาจโดยตรง ขอความมั่นใจ ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในลักษณะอุปถัมภ์หรือต่างตอบแทนจะหมดไปในรัฐบาลชุดนี้หรือไม จะคำนึงถึงระบบคุณธรรมจริยธรรมมากน้อยเพียงไร นักการเมืองที่วิ่งเต้น ให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน สาบานได้ไหม หากวิ่งเต้นจากนักการเมืองท่านจะไม่ยุ่ง ท่านจะไม่เกี่ยว” นายวันชัย กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงว่าตนจะกำกับดูแลให้ดีที่สุด ไอ้ปีศาจร้าย ไอ้มนุษย์อุบาทว์ หากฟังนายวันชัย อย่าได้สร้างความเสียหายให้กับ สตช. การแต่งตั้งโยกย้ายบางคนเข้าใจผิดว่าเมื่อมาอยู่จเรตำรวแล้ว เหมือนถูกลงโทษ ทั้งที่จเรตำรวจมีอำนาจในการตรวจสอบข้าราชการตำรวจ เรียกว่าตำรวจซ้อนตำรวจ ถ้าตำรวจคนไหนทำงานไม่ดี เมื่อตรวจสอบพบ รายงานผู้บังคับบัญชา ต้องถูกลงโทษ
“หากคนที่มาอยู่เจรตำรวจมาอยู่แล้วไม่ออกทำงาน แปลว่าต้องตั้งกรรมการ ผมยืนยันได้ว่าจเรตำรวจได้เป็นผบ.ตร. 1 คน คือ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ มีกติกาที่กำกับอยู่ ทั้งนี้ในสมัยหนึ่ง เป็นหนี้หลายร้อยล้าน ก็ไปหากินจากตำรวจและหมดหนี้ไป แต่สำหรับผมไม่ใช่คนรวยแต่ผมไม่เคยเป็นหนี้ใคร ผมตั้งใจทำงาน ไปต่างจังหวัดใช้แต่ตั๋วผู้แทน ไม่เคยใช้ของหลวงแม้จะเคยเป็นรัฐมนตรีถึง 6 กระทรวง พลขับ น้ำมัน ไม่เอา ไปต่างจังหวัดผู้ว่าฯ ไม่ต้องเลี้ยง ค่าโรงแรมออกเอง ไม่เบิกจากส่วนราชการ เมื่อผมประพฤติเช่นนี้น้องๆ ในกรมตำรวจ ไม่เอาเยี่ยง แต่น่าจะเอาอย่างบ้าง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว



