ข่าว

เรียกข้าว่าสื่อ

เรียกข้าว่าสื่อ

05 มี.ค. 2555

เรียกข้าว่าสื่อ : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง

               Spider Man สอนว่า “อำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบ” แต่ในโลกยุคนี้ มีใครบางคนใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ พวกเขา (พวกเรา) คือสื่อมวลชน
   
             สื่อมวลชนเรียกร้องเสรีภาพโดยไม่มีขีดจำกัด แต่สื่อเองกลับจำกัดและคุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
   
             กรณี อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ถูกทำร้าย ก็เป็นผลจากการเสนอข่าวด้านเดียวของสื่อ ที่บดขยี้ให้ร้ายการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 จนกลายเป็นคน “เนรคุณ” “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” สื่อบางฉบับยังทำตัวเป็นสื่อรวันดา หรือ “ดาวสยาม” ประดิษฐ์ถ้อยคำ ตกแต่งภาพ เหยียบย่ำทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
   
             วิกฤติการเมืองที่ดำเนินมา 6 ปี สื่อก็เป็นคู่ขัดแย้ง สื่อไม่ได้ “เป็นกลาง” ไม่ได้เป็นผู้สังเกตการณ์ แต่เป็น “ผู้เล่น” คนหนึ่งในเกมช่วงชิงอำนาจ แต่ดูเหมือนสื่อจะไม่รับผิดชอบอะไรเลย ต่อวิกฤติที่ตนร่วมก่อขึ้น
   
             กระนั้นถ้าย้อนดูสถานการณ์ จาก 5 มีนาปีที่แล้ว มาถึง 5 มีนาปีนี้ ก็พอจะเห็นว่าวิกฤติเริ่มย้อนกลับมา “คุกคาม” สถาบันสื่อบ้างแล้ว ทั้งความแตกแยกในสภาการหนังสือพิมพ์ การตั้งคำถามและตรวจสอบของสังคม ผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งพร้อมจะแหกประเพณี “แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน”
   
             ผมเชื่อว่ารอบปีข้างหน้า คงมีอะไรดีๆ ให้ดูเยอะ โดยเฉพาะในวิกฤติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สื่อจำนวนไม่น้อย มีความรู้เรื่องกฎหมายแค่หางอึ่ง แต่เฮโลสาระพาตามกระแส หรือตามข้างที่ตัวเองเลือกแล้ว
   
             พวกเสื้อแดงมักโจมตีสื่อที่อยู่ตรงข้ามว่ามีผลประโยชน์ ผมแย้งเสมอว่าไม่ใช่ คนดีคนชั่วก็มีทั้งสองขั้วนั่นแหละ
   
             แต่เรื่องเศร้าคือ สื่อส่วนใหญ่ที่กระโดดเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้ง ในวิกฤติประชาธิปไตย กลายเป็นพวก “สื่อแท้” “นักข่าวคุณภาพ” ที่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ของตนอย่าง (คิดว่า) ซื่อตรง
   
             ไม่ใช่พวกที่ชอบติดตัวหนังสือโตๆ ว่า “ข่าว” ไว้หลังรถ และไม่ใช่ “18 อรหันต์” ที่สุมหัวรับใช้นักการเมืองหรอก
   
             สื่อไทยมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนเคยตัว โดยเฉพาะหลังพฤษภา 35 ที่ “กระแส” คนกรุงคนชั้นกลางล้มรัฐบาลได้ “กระแส” มาจากไหน ก็มาจากสื่อ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เสนอข่าวหรือความคิดเห็นอย่างเดียว แต่ยังกระตุ้น ยั่วยุ อารมณ์สังคม ผ่านการเลือกข่าว พาดหัวข่าว โปรยข่าว หรือการใช้ภาษาเนียนๆ เขียนข่าว ถ้าเป็นสื่อทีวี ก็แสดงออกผ่าน “หางเสียง” หรือเล่าข่าวตบความเห็น
   
             สื่อเคยตัว กับการเล่นบทตัดสิน “ดี-ชั่ว” จนเกิดวิกฤติทักษิณ ซึ่งพัฒนาการของสังคมไทย พัฒนาการของประชาธิปไตย ทำให้ประเด็นมันซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่จะชี้ถูก-ผิด ขาว-ดำ เป็นพระเอกผู้ร้าย เหมือนในหนังการ์ตูน
   
             สื่อตัดสินว่า “ระบอบทักษิณ” เลวร้าย จนเลือกข้างรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ ยอมรับการล้มล้างประชาธิปไตย คำตัดสินที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ ไม่เคารพสิทธิเสียงของประชาชนผู้เลือกตั้ง จนเกิดการลุกฮือของเสื้อแดง ซึ่งนอกจากต่อต้าน “อำมาตย์” แล้วก็ยังต่อต้านสื่อโดยตรง
   
             ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไร ที่สื่อโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่าไหร่ ก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง-ในทัศนะของสื่อ แต่ในทัศนะของมวลชน คงมองว่าสื่อไม่ต่างอะไรจากแมงกุ๊ดจี่ในขี้ควาย
   
             ผมไม่ได้บอกว่าสื่อต้อง “เป็นกลาง” ความเป็นกลางไม่มี แต่ไม่ใช่การเลือกข้างแบบที่บอกว่าฝ่ายหนึ่งถูกหมด อีกฝ่ายผิดหมด ซึ่งท้ายที่สุดสื่อก็ติดกับ จนแต้ม ด้วยความไร้ตรรกะของตัวเอง
   
             ผมไม่ได้บอกว่าสื่ออย่าชี้นำสังคม แต่ต้องชี้อย่างมีสติมีเหตุผล ในสถานการณ์ที่สังคมแตกเป็น 2 ขั้ว มีการโจมตีกล่าวหากันมากมาย สื่อต้องกล้าชี้ถูกผิด ตามหลักการและข้อเท็จจริง โดยไม่ดูหน้าคนพูดคนทำ ว่าเป็นคนที่กระแสสังคมชอบหรือเกลียด ตัวเองชอบหรือเกลียด
   
             สื่อมีความรับผิดชอบที่จะต้องทำการบ้าน ไม่ใช่ทำตัวเป็นโต๊ะปิงปอง หรือเล่นปิงปองเสียเอง
   
             สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อัตตา” ของสื่อ ซึ่งถือเป็น “อภิชน” ชนิดหนึ่ง แม้สื่อตัวเป็นๆ อาจแย้งว่า พวกเขาเป็นแค่คนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดาๆ แต่คนธรรมดาที่ไหนละครับ จะสามารถยืนซักถามรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งหลาย โดยใช้ถ้อยคำเสียดสี ยั่วยุ อย่างไรก็ได้ โดยฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถแสดงอารมณ์ตอบโต้ (หรือไม่ตอบ เดินหนี ก็ยังเป็นข่าว)
   
             ความเป็น “อภิชน” ของสื่อ มาจากบทบาทตัวแทนประชาสังคม ในการตรวจสอบรัฐ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชน (โดยสื่อใช้เครดิตนี้ไปแนะนำสินค้าเป็นค่าตอบแทน ฮิฮิ)
   
             แต่สื่อเป็น “อภิชน” เสียจนเคยตัว จนเกิดอัตตาว่าตัวเองคือผู้ถูกต้องทุกสิ่งทุกอย่าง ในสายตาสื่อ คนนั้นคนนี้ล้วนแต่สกปรก มีแต่กูสะอาดอยู่ผู้เดียว คนนั้นคนนี้มี Agenda มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีแต่กูจริงใจอยู่ผู้เดียว
   
             เอาเข้าจริง สื่อนี่แหละ มี Agenda กว่าใครเขาเพื่อน