ข่าว

'โคทม'เตือนแก้รธน.อย่ารุนแรง

'โคทม'เตือนแก้รธน.อย่ารุนแรง

04 มี.ค. 2555

สัมภาษณ์พิเศษ 'โคทม อารียา' : 'แก้ รธน.ขัดแย้งเป็นธรรมดา แต่อย่ารุนแรง' โดย 'อรรถภูมิ อองกุลนะ' สำนักข่าวเนชั่น @ poom_nna

          เมื่อครั้งพันธมิตรฯชุมนุมกดดันรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” พร้อม ๆ กับที่สถานการณ์เขม็งเกลียวมากขึ้น

          กลุ่ม “สันติวิธี” ที่มี”โคทม อารียา” ร่วมหัวหอก พยายามคลี่คลายความรุนแรงด้วยการเสนอทางออกด้วยการเสวนาพูดคุย โดยมี "ริบบิ้นสีขาว" เป็นสัญลักษณ์

          ช่วงเวลาดำเนินไป พอ ๆ กับที่การเมืองบนท้องถนนเริ่มสร้างบทเรียน อย่างไรก็ตาม เหมือนวงล้อประวัติศาสตร์กลับมาเร็วกว่าที่คิด

          "รัฐบาลพรรคเพื่อไทย" ประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ จี้วางกรอบให้ชัด "กลุ่มเสื้อหลากสี-กลุ่มพันธมิตรฯ" พร้อมขวางสุดลำหากใครทำเพื่อ “ทักษิณ”

          แต่ลองมาฟัง “โคทม” ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญสักครั้ง ก่อนนึกถึงอดีต เพื่อ “ร่วม” มองอนาคต

 

# แค่เริ่มแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีปฏิกิริยาจากกลุ่มเห็นด้วย-ต่อต้าน อีกทั้ง 2 ฝ่าย ก็ไม่มีทีท่าจะถอยกันง่าย ๆ การแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ขัดแย้งชนิดบานปลาย จะสามารถเกิดขึ้นจริงในสังคมไทยได้หรือไม่

          เกิดได้สิ แต่ไม่ขัดแย้งเลยคงไม่ได้ จะขัดแย้งมากหรือน้อยเท่านั้น ยกตัวอย่างกรณีรัฐธรรมนูญปี40 ที่ก่อนจะมีกระบวนการร่าง กลุ่มคนบางส่วนอาจจะไม่ชอบแต่ก็ยอมรับกันได้

          แต่หนนี้มันดูท่าไม่ดีกว่าก็เท่านั้น อย่างหนึ่งเพราะในการเริ่มต้น ไม่เกิดการพร้อมเพรียงเท่าที่ควร คือเมื่อเราจะร่างกติกาสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งพรรคการเมือง เศรษฐกิจ ข้าราชการ มันก็ต้องมีกติกาที่ใช้ได้ เสียงข้างมากต้องฟังเสียงข้างน้อย ฟังประชาชน โดยเฉพาะที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

 

# ดูจะอุดมคติเกินไป และครั้งนี้สถานการณ์ก็ต่างจากเมื่อปี40

          ถึงบอกว่าบรรยากาศไม่ดี และมันก็ต้องดูบริบทปัจจุบัน เมื่อรัฐสภามีมติรับร่างไปแล้ว ณ จุดนี้ ผมว่าแทนที่จะบอกเพียงว่าไม่เห็นด้วยที่จะแก้ มันคงไม่ได้แล้ว มันก็ผ่านประเด็นนั้นไปแล้ว แต่มาเน้นกันเรื่องกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ที่เป็นธรรมดีกว่า และผมก็เคยเสนอไปคือหลักกว้าง ๆ ที่ความเท่าเทียม เป็นธรรม คือถ้าใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งให้คำนึงถึงจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดด้วย เช่น ถ้าจังหวัดเล็กก็มี สสร.คนเดียว จังหวัดใหญ่อาจจะมี 2 คน หรือมากกว่านั้นตามจำนวนประชากร

          ยกตัวอย่าง สมมติเราอยากจะให้มี สสร 150 คน ก็จะเอาประชากรประมาณ 65 ล้านคนมาหาร ก็จะได้จำนวน สสร. ต่อจำนวนประชากร อาจจะประชากร 5แสนคน ต่อ สสร. 1 คน ผมเสนอหลักการเท่านี้

          ผมจัดเวทีสันติประชาธิปไตย และเดินสายพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ตอนนี้ประมาณ 7 จังหวัดทั่วทุกภาค ข้อเสนอในเรื่องนี้หลากหลายมาก อย่างที่ จ.นราธิวาส เขาบอกขอ สสร. 200 คนได้ไหม ไม่ต้องมี สสร. ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเลย ไว้เมื่อมีกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ค่อยให้มีนักวิชาการครึ่งหนึ่ง เหมือนอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำทีหลัง แต่ความเห็นมาจาก สสร. โดยเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญอาจจะด้านกฎหมาย 5 คน รัฐศาสตร์และรัฐประศาสน์ศาสตร์ 5 คน ผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองอีก 5 คน รวมเป็น 15 คน บวกกับตัวแทน สสร.อีก 15 คน เท่ากับ 30 คน พอสำหรับการยกร่างหรือจังหวัดอื่น ๆ ก็มีข้อเสนอแตกต่างออกไป

          แต่จุดร่วมทั้งหมดคือ อยากให้มี สสร. มากขึ้น และถ้าใช้จังหวัดเป็นเขต ก็มี สสร.ตามประชากรในแต่ละจังหวัด และลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว พร้อมกันนี้ ยังขอเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญประมาณ 1 ปี เป็นต้น คือทางที่ดี ผมว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มันก็ต้องฟังให้มาก และคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ที่ทำงานอยู่ในขณะนี้รับฟังความเห็นของประชาชนด้วย พยายามหาความเห็นพ้องต้องกันในกรรมาธิการ และชั่งน้ำหนัก ประมวล อย่างนี้ถึงจะมีกระบวนการที่ไปด้วยกัน ไม่ใช่ถือว่ารัฐบาลกุมเสียงข้างมาก แล้วก็จะตัดสินใจฝ่ายเดียว แบบนี้คงไม่ได้

 

# ในการปฏิบัติจริงคงยาก และขณะนี้กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปแล้ว

          ผมเชื่อว่าเขาฟัง เพราะเขาก็ไม่อยากให้คนมาบอกว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากพาไป มิเช่นนั้นก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเสียงข้างมากของรัฐบาลชุดนี้ และโอกาสข้างหน้า เสียงข้างมากมันก็เปลี่ยนได้อีก ถ้ามีเสียงข้างมากชุดใหม่ จะไปร่างรัฐธรรมนูญอีกก็ไม่จบไม่สิ้น ทำให้ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอีก ดังนั้นถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญทั้งที ต้องประณีตตั้งแต่เริ่มต้น ผมว่าถ้าประณีตแล้วมันต่อเนื่อง มันก็น่าจะลดความขัดแย้ง รุนแรง ไม่มากก็น้อย แต่ถ้าดันไปด้วยเสียงข้างมากใครจะปรองดองของคุณ

          สสร. อาจจะมีวิธีการคัดเลือกที่ต่างจาก ส.ส.เพราะไม่ต้องยึดโยงกับพื้นที่มาก ส่วนหนึ่งต้องการความหลากหลายของอาชีพเพื่อความคิดเห็นที่หลากหลาย ส่วนตัวผมจึงเสนอการแบ่ง เป็นเขตเลือกตั้งตามกลุ่มจังหวัด คล้ายกับการเลือกตั้งครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่มีการจัดแบ่งพื้นที่ประเทศเป็น 8 กลุ่มจังหวัด และให้แต่ละกลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งที่มี ส.ส. ได้ 10 คน แต่สามารถลงคะแนนได้เพียงคนเดียว คือแบบนี้จะไปบล็อกโหวตได้ยาก สมมติเขตใหญ่ มี สสร.ได้ 10 คน กลุ่มการเมืองใดจะได้ทั้ง 10 ที่นั่งเลยคงไม่มีทาง เพราะเลือกได้คนเดียว ก็จะได้ลดหลั่นลงไป ผู้สมัครเล็ก ๆ ก็สามารถพอจะเบียดได้ ส่วนผู้เชี่ยวชาญก็มี2แบบ คือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเลือกมาเป็น สสร.ด้วย กับไม่เป็น มันได้ทั้งนั้น แต่ส่วนตัวผมว่า เป็น สสร.ได้ก็ดี เขาจะได้มองว่า เขาได้รับการรับรอง ที่จะสามารถอภิปราย อธิบาย เหตุผลในการร่างได้เต็มปากเต็มคำ

 

# ภาคประชาชนควรจะอยู่ในส่วนไหน

          ถึงบอกว่าขอเวลาอย่างน้อย 1ปี ก่อนอื่นผมคิดว่า ขึ้นอยู่กับวิธีการทำงานของ สสร.ก่อน คือพอได้ สสร. มาแล้ว สสร. ก็จะคุยกันในเชิงกรอบคิดในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้องไม่ร่างโดยยึดติดกับอดีต แต่ต้องร่างเพื่ออนาคต

 

# คำว่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่ออดีตคืออะไร

          ตัวอย่างจากรัฐธรรมนูญปี50 ซึ่งร่างขึ้นมา โดยมีวิธีคิดจากปัญหาการเมือง ทำให้มีการร่างเพื่อกันปัญหาที่เกิด ทั้งที่ควรจะร่างเพื่ออนาคตให้อยู่ได้นาน ๆ ไม่จำเป็นต้องใส่ในทุกรายละเอียด ไม่ปิดกั้นความคิด สมมติตั้งกรอบไว้เฉย ๆ ว่า ร่างใหม่ต้องอยู่ในกรอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐนั่นก็พอแล้ว

          และที่สำคัญคือ “อย่าเขียนกฎหมายเพื่อพยายามบังคับหรือเปลี่ยนพฤติกรรม” เช่น มีการเขียนกฎหมายแบบหนึ่ง เพื่อต้องการทำให้พฤติกรรมหาเสียงเป็นเช่นนี้ แบบนั้นมันใช้ไม่ได้จริง เพราะมันไม่ได้คำนึงถึงสังคมวิทยาการเมืองเลย อย่างครั้งหนึ่งเราบอกว่าอยากได้2พรรคใหญ่ เราก็พยายามเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิด2พรรคใหญ่ หรือครั้งหนึ่งคิดว่าไม่เอาพรรคเล็ก เลยเขียนกฎหมายระบุ ให้พรรคเล็กที่ไม่มี ส.ส.อาจถูกยุบ นี่แสดงว่า เป็นการเขียนเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งในที่สุดแล้วมันก็พิสูจน์ว่า พฤติกรรมก็ไม่ได้ถูกเปลี่ยน ดังนั้นเลิกคิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมโดยบทบัญญัติกฎหมายเถอะ มิเช่นนั้นมันก็ลักลั่นกันไปเรื่อย ๆ มันไม่เกิดผล ไม่มีความยืดหยุ่น

 

# หมายถึงไม่ควรมีอุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญ

          ไม่ใช่ มันคนละเรื่องเลย ที่ผมพูดอาจจะเป็นอุดมการณ์หรือความคิดก็ได้นะ แต่การทำเช่นนี้มันเป็นความคิดส่วนหนึ่งของพวกลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม กลุ่มคนเหล่านี้มักคิดว่า ถ้าเราเขียนรัฐธรรมนูญให้ดี มันจะเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมืองของคน ผมว่าไม่ใช่

          ผมอยากให้ภาคประชาชนร่วมตั้งแต่หลักการใหญ่เลย เป็นปรัชญาหลัก ค่านิยมหลัก ที่ขณะนี้พูดอยู่3เรื่อง คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ผมว่าไม่พอ ต้องเพิ่มประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ถกแถลงโดยประชาชน หรืออาจเพิ่มความยุติธรรมในสังคมด้วย

          อย่างไรก็ตาม ฝ่ายร่างต้องกำหนดขั้นตอน หาจุดร่วมทางความคิดก่อน กำหนดประเด็นหลัก ๆ ว่า รัฐธรรมนูญควรจะมีอะไรบ้าง ถ้าผมเสนอก็คือรัฐธรรมนูญควรมีสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรื่องของหน้าที่พลเมือง

          รัฐธรรมนูญต้องมีระบบการเมือง การคานดุล ระหว่างอำนาจต่าง ๆ องค์กรอิสระที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ เท่าไหร่ อย่างไร ถึงจะพอดี คุยเรื่องระบบเลือกตั้ง คือตั้งหมวดให้ประชาชนคุย นี่คือกรอบใหญ่ แต่พอถึงรายละเอียดเฉพาะ ประเด็นเฉพาะก็มาว่ากันอีกที คือพยายามตั้งโจทย์ให้สังคม ให้ความรู้ ก่อนให้ประชาชนตัดสินใจด้วยความรู้ ไม่ใช่ความรู้สึก

 

# มีคนบางกลุ่มมองว่า อำนาจตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติไม่สมดุลกัน มีความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร

          ก็เป็นความเห็นหนึ่ง นี่คือประเด็นใหญ่ว่าด้วยระบบทางการเมือง การคานดุลอำนาจ การตรวจสอบ ก็เป็นเรื่องที่คุยกันให้เหมาะสม ศึกษาประเทศอื่นว่าทำอะไรมา และเราเคยทำอะไรไปแล้ว แบบไหนเหมาะสม เปิดเวทีให้เขาฟัง แล้วกำหนดการตัดสินใจแบบรู้เท่าทัน

 

# มองว่าวิกฤติการเมืองเกิดเพราะปัญหาการคานดุลอำนาจหรือไม่

          มี (รีบตอบ) ยกตัวอย่างพรรคถูกยุบได้คือการคานดุลหรือไม่ เพราะยุบพรรคก็กลายเป็นยุบรัฐบาลเลยนะ แบบนี้ไม่ใช่คานดุล มันกลายเป็นขัดขาล้มไปเอง ยกตัวอย่างให้ชัดหน่อยอย่างนายกรัฐมนตรีไปเจอใครไม่รู้ที่โรงแรม ผิดจริยธรรม แล้วถอดถอน อู้วว.. (ส่ายหน้า) แบบนี้มันคานดุลหรือไม่

 

# ถอดถอนง่ายเกินไป

          ไม่รู้สิ แต่ด้วยเหตุแค่นี้มันถอดถอนได้ ระบบที่ไหนมันทำแบบนี้ ที่ไหนสร้างระบบแบบนี้ มันเดินไม่ได้ กลายเป็นบริหารอะไรต้องระวังตัวแจหมด ไม่รู้ว่าองค์กรอิสระไหนจะเช็คบิล แบบนี้มันก็ไม่ไหวสำหรับการบริหาร แต่ถ้าไม่มีใครเช็คบิลได้เลยผู้บริหารจะอ้างส่งเดช มันก็สุดโต่งไปอีกทาง มันต้องถกเถียงกัน

 

# ประเด็นที่ยังมองต่างกันคือที่มาของ ส.ว. เพื่อความยึดโยงกับประชาชนจริง ๆ ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่

          ควรสิ เช่นเดียวกับที่มาขององค์กรอิสระมันก็ต้องมาว่ากัน ระบบสรรหาจะสรรหาอย่างไร ขณะนี้มันได้มาเพราะกลายเป็นกลุ่มเดียวกันสรรหามาเรื่อย เหมือนภาษาอังกฤษว่า In leading คือตั้งเอง ชงเอง มันก็กลายเป็นไม่ได้อิงกับอะไรทั้งสิ้น ย้ำก่อนนะคือไม่ได้ให้ยกเลิกองค์กรอิสระ แต่จะมาอย่างไร มีอำนาจอย่างไร ก็ว่ากันไป พูดถึงองค์กรอิสระ ความเห็นมันหลากหลาย แต่ก็สามารถปรับปรุงได้ทั้งสิ้น

          เรื่องแบบนี้มันถกเถียงกันได้ จริงอยู่ว่ามันละเอียดอ่อน แต่กระบวนการนี้อย่าปิดกั้น ใครเสนอความเห็นอะไรทำได้เลย ไม่ต้องกลัว ทำไม ใครจะมาล้มกระดานเหรอ มันขู่กันมากไป พอจะพูดเรื่ององค์กรอิสระแล้วมาขู่ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงนั้นมันไม่ใช่แล้ว แค่ขู่มันก็ผิดกฎหมายแล้ว มันทำไม่ได้ อย่าไปกลัวมากไป ขัดแย้งทางความคิด เห็นไม่ตรงกันมันธรรมดา แต่อย่าใช้ความรุนแรง

 

# ถ้า ส.ว.เลือกตั้งทั้งหมด อีกมุมหนึ่งอาจเกิด"สภาผัว-เมีย" สุดท้ายตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย

          ถ้าประชาชนเขาเลือก มันก็ช่วยไม่ได้ พฤติกรรมการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ จะไปเขียนกฎหมายบังคับตามใจคนบางคนมันไม่ได้ มีที่ไหนกฎหมายบังคับขนาดนี้ เลิกบังคับได้แล้ว ให้เป็นตลาดเสรี ถ้าคุณไม่ชอบก็รณรงค์สิ แต่อย่าไปเขียนบทบัญญัติเพื่อหวังจะเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าเห็นว่ามันจะมีผลเสียก็โน้มน้าวให้เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะมีพฤติกรรมเช่นนี้ แล้วต้องเขียนให้คล้อยตามหมด ถ้าจะคล้อยตามก็เพราะให้เขาเชื่อ ถ้าคนส่วนใหญ่เชื่อเขาก็เลือก ไม่ใช่เขียนบทบัญญัติเพื่อบังคับ

 

# มองว่า จุดใดบ้างในกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญอ่อนไหว

          บางมุมมันอ่อนไหวไปเอง คือรัฐบาลหรือ สสร. ต้องยอมลงทุนในเรื่องโอกาสการเรียนรู้ของประชาชน ถ้ามองว่า ประเทศกำลังมีวิกฤติ และกำลังร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่ อยากให้ประชาชนมารับฟัง นี่คือโอกาสเรียนรู้ เราควรใช้วิกฤตินี้ ทำให้เขาสนใจ จะได้ไม่บอกว่าเขาไม่รู้ มันต้องลงทุน ให้เขาเรียนรู้ ให้ก้าวหน้า เพื่อตัดสินใจให้ถูก

 

# ความรุนแรงแบบที่เคยเกิดขึ้น ทั้งจากเมื่อครั้งกลุ่มพันธมิตรหรือกลุ่มคนเสื้อแดง มีโอกาสเกิดจากประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

          ผมเชื่อว่าสังคมเรียนรู้บทเรียน มองโลกในแง่บวก ทุกกลุ่มต้องการประชาธิปไตย เอาโอกาสให้พวกนี้มาคุยกันเลย ความคิดเช่นนี้มันอาจจะถูกด่าบ้าง แต่ใครจะว่าเราก็ยอมรับ ถ้าต้องการทำแบบนี้แล้วไม่ถูกว่าก็เหมือนไม่ทำอะไรเลย ผมเชื่อว่าเราสามารถผ่านมันไปได้โดยที่ไม่เกิดความรุนแรง

 

....................

(หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ 'โคทม อารียา' : 'แก้ รธน.ขัดแย้งเป็นธรรมดา แต่อย่ารุนแรง' โดย 'อรรถภูมิ อองกุลนะ' สำนักข่าวเนชั่น @ poom_nna)