ข่าว

ระทึก!ไฟไหม้ตึกFicoถ.อโศก

ระทึก!ไฟไหม้ตึกFicoถ.อโศก

03 มี.ค. 2555

เกิดเหตุไฟไหม้ตึก Fico ถ.อโศก เพลิงลุกลามหนัก ล่าสุด จนท.สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว หลังปฏิบัติการร่วม 3 ชั่วโมง ด้านรองผู้ว่ากทม.เล็งล้อมคอกเพลิงไหม้ตึกสูง

                3 มี.ค.55 เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 มีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณชั้น 7 ของอาคารฟิโก้ (FICO) ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา จึงนำกำลังพร้อมรถดับเพลิงและรถกระเช้าหลายคันรุดไประงับเหตุ

                ทั้งนี้ เมื่อไปถึงพบว่า อาคารดังกล่าวเป็นอาคารสำนักงานสูง 13 ชั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารกำลังทะยอยนำคนออกนอกอาคาร ส่วนหน่วยดับเพลิงก็พยายามหาจุดที่เหมาะสมในการฉีดน้ำ แต่บริเวณใกล้เคียงมีแต่อาคารสูงประกอบกับช่องทางจราจรแคบจึงทำให้ยากลำบากในการเข้าไปฉีดน้ำสกัดเพลิง เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้รถกระเช้าเพื่อให้สามารถเข้าใกล้ต้นเพลิงเพื่อจะได้ฉีดน้ำสกัดให้ได้เร็วที่สุดแต่ปรากฏว่า กระเช้าสูงไม่พอจึงต้องประสานรถกระเช้าจากพื้นที่อื่นซึ่งมีความสูงมากกว่าให้มาช่วย

                ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดผจญเพลิงที่จะเดินเท้าเข้าไปสกัดเพลิงภายในอาคารก็ไม่สามารถเข้าไปภายในได้ทันทีเนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยที่ประตูทางเข้าเป็นแบบคีย์การ์ดเมื่อมีการตัดกระแสไฟฟ้าแล้วก็ไม่สามารถใช้การได้จึงต้องขออนุญาตเจ้าของอาคารเพื่อทำการทุบทำลายกระจกเพื่อจะได้เข้าไปภายในตัวอาคาร จากอุปสรรคดังกล่าวทำให้เพลิงลุกลามขึ้นไปจนถึงชั้น 13 กว่าที่รถกระเช้าที่มีความสูงเพียงพอจะมาถึงและเจ้าหน้าที่ชุดผจญเพลิงจะเข้าไปฉีดสกัดเพลิงได้ก็ต้องใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ขณะนี้เหลือแต่กลุ่มควันจึงต้องฉีดน้ำเลี้ยงไว้เพื่อไม่ให้เพลิงปะทุกลับมาอีก แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 คนและสำลักควันอีก 1 คน

                จากการสอบสวนเบื้องต้นคาดว่า ต้นเพลิงน่าจะมาจากสถานที่เก็บสินค้าของบริษัทโอซอง และบริษัทโอมาน บริเวณ ชั้น 7 ของอาคาร แต่จากการสอบถามพนักงานดูแลอาคารทราบว่า ช่วงแรกที่เกิดเพลิงไหม้นั้นระบบเตือนภัย และระบบฉีดน้ำสกัดเพลิงภายในตัวอาคารไม่ทำงานจึงทำให้ต้องวิ่งแจ้งเตือนกันทีละชั้นโชคดีที่สามารถแจ้งเตือนกันได้ทันทำให้คนที่อยู่ในอาคารหนีเอาตัวรอดออกมาได้โดยไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คนที่อยู่ในอาคารใกล้เคียงต้องเร่งอพยพกันอย่างโกลาหล และมีผู้คนมามุงดูเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ออกห่างจากจุดอันตราย เนื่องจากเหตุไฟไหม้ทำให้กระจกรอบตัวอาคารแตกกระเด็นกระจัดกระจายลงมา และภายหลังเพลิงสงบเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบอีกครั้ง โดยจะประสานให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) และเจ้าหน้าที่ กทม. รวมถึงวิศกรรมสถานมาตรวจที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป และได้กั้นอาคารดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตรายห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกอาคาร เกรงว่าจะเกิดการทรุดตัวและถล่มลงมา

                ด้าน ผอ.เขตวัฒนา บอกว่า สามารถคุมเพลิงอาคารฟิโก้ได้แล้ว โดยจากนี้ไป ทางเขตจะออกคำสั่งห้ามเข้า-ออกอาคาร และให้รอการพิสูจน์ จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่า กระจกรอบตึก ฟิโก้ ทยอยร่วง เนื่องจากมีลมแรง หวั่นกระจกปลิว จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่โปรดระมัดระวังด้วย

 
รองผู้ว่ากทม.เล็งล้อมคอกเพลิงไหม้ตึกสูง 

              พญ. มาลินี สุขเวชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขณะนี้ รองผอ.สำนักป้องกันกำลังควบคุมการดับเพลิง เท่าที่รับฟังรายงานกลุ่มควันสีบางลง เข้าใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็ว สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ประเมินเบื้องต้นว่าเหตุอาจเกิดจากระบบไฟฟ้าภายใน เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีคนเข้ามาทำงานภายในอาคาร สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบของกทม. จะเริ่มหลังเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จะเข้ามาตรวจพื้นที่และสรุปผลการตรวจสอบ  นอกจากนี้สำนักการโยธา จะเข้าไปประเมินว่าจำเป็นต้องควบคุมหรือห้ามใช้สถานที่หรือไม่ อย่างไร

              “อาคารแห่งนี้เป็นอาคารสร้างใหม่ อยู่ภายใต้กฎหมายใหม่ ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าอาคารฟิโก้ผิดกฎหมายหรือระเบียบกทม.หรือไม่  แต่การสร้างอคารสูงในซอยแคบจำเป็นต้องหารือกันอย่างจริงจัง เนื่องจากพบว่า เมื่อกฎหมายกำหนดให้การสร้างงตึกสูง ต้องมีถนนรอบตัวอาคาร เพื่อไม่ให้อยู่ในพื้นที่แคบ แต่เจ้าของอาคารมักจะหลบเลี่ยงข้อกำหนดตามกฎหมาย เช่น การสร้างอาคารชุด 100 ห้อง  ก็จะเลี่ยงเป็นสร้าง 99 ห้อง ยังบอกไม่ได้ผิดระเบียบกทม.หรือไม่" พญ.มาลินี กล่าว

 

 

ขอบคุณภาพ : NNA NEWS,

ขอบคุณภาพ : ทวิเตอร์@Tayy Khanittha, Reporter_js8 , @nares_bizweek, @soolloos