ข่าว

'ปชป.'จี้'รัฐ'ดูแลปัญหาค่าครองชีพ

'ปชป.'จี้'รัฐ'ดูแลปัญหาค่าครองชีพ

03 มี.ค. 2555

'ชวนนท์' จี้ 'รัฐ' ดูแลปัญหาค่าครองชีพ จวกบริหารนโยบายพลังงานสะเปะสะปะ ด้าน 'อภิสิทธิ์' เผย ญี่ปุ่นถามหาแผนบริหารจัดการน้ำ แนะ 'ยิ่งลักษณ์' เยือนญี่ปุ่นควรให้ผู้รู้ช่วยชี้แจง

                  3 มี.ค.55 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอให้รัฐบาลมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ขณะนี้พุ่งสูงขึ้น ดัชนีวัดค่าครองชีพและดัชนีวัดเงินเฟ้อสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวนหลายเปอร์เซนต์ ที่รัฐบาลระบุว่าพยายามที่จะควบคุมราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่พูดและจงใจจะทำคือการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี ที่เป็นสัญญาณที่ส่งไปยังสังคมว่ารัฐบาลชุดนี้มีทิศทางในการบริหารนโยบาย พลังงานอย่างไร ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการบริหารที่สะเปะสะปะ ขณะนี้น้ำมันดีเซลที่ปลายปีมีการคาดการณ์กันว่าอาจจะมีราคา 36-37 บาท เช่นเดียวกับก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีในภาคการขนส่งที่มีราคา 15 บาท ต่อกก.อย่างแน่นอน

                  เพราะฉะนั้นสัญญาณตรงนี้ที่ส่งออกไปทำให้ราคาสินค้าในตลาดสูงขึ้นและไม่มี ทางควบคุมได้ ดังนั้นข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ขอให้รัฐบาลกลับไปดึงราคา น้ำมันดีเซลต่ำกว่า 30 บาทเหมือนในยุคที่พรรคประชา ธิปัตย์เป็นรัฐบาล รวมทั้งราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลจีวีที่ต้องมีการควบคุมให้อยู่ในระดับอัตรา ที่เหมาะสม ในขณะนี้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำไรมหาศาล ตนคิดว่าควรสละตรงนั้น เพื่อมาดูแลประชาชน ซึ่งจะไม่ได้ทำให้บริษัทดังกล่าวขาดทุน

                  นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากเรียกร้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่าการควบคุมราคาสินค้าจะใช้การตลาดควบคุมไม่ได้ ที่ตลาดมีนบุรีที่นายกฯเดินทางไปเปิดโครงการธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาถูกนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้ไม่เหลือร้านธงฟ้าแม้แต่ร้านเดียว ไปดูได้ เพราะนายกฯเอาธงไปติดหน้าร้านเขาเอง พอนายกฯกลับเขาก็ยกออก ถือว่าเป็นการละทิ้งประชาชนและข้อเท็จจริงที่ควรนำมาปรับปรุงแก้ไข แต่ใช้การตลาดแก้ไขปัญหาของประชาชนมาโดยตลอด เช่น อาหารตามสั่ง 1 อย่าง มีราคา 35 บาท ถ้าหากเพิ่มไข่ดาว มีราคา 45 บาท มะนาวลูกละ 8 บาท รัฐบาลจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่ควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ภายใต้ในระดับที่ต้องการ เพราะราคาต้นทุนและเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่แม่ค้าและพ่อค้าจะยอมขายของในราคาที่ขาดทุน หลายครั้งที่มีการควบคุมราคาสินค้าที่ปลายทางแต่ไม่เคยควบคุมราคาสินค้าที่ต้นทาง ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้สินค้าขาดตลาด ตนไม่คิดว่ารัฐบาลจะตอบสนองโจทย์ที่ตั้งไว้ได้จริง พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าที่ต้นทุนและต้นทาง ปัจจัยต่างๆ ในการผลิต เพราะไม่มีประโยชน์ในการควบคุมสินค้าปลายทาง

 

ปชป.จี้'รัฐ'เร่งแสดงความชัดเจนแก้ไข-ป้องกันปัญหาน้ำท่วม

                  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เมื่อวันที่ 29 ก.พ.55- 2 มี.ค. 55 ตน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือในฐานะผู้แทนของประเทศไทย แม้ว่าเราจะทำงานในฐานะฝ้ายค้าน ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องเป็นห่วงว่าฝ่ายค้านจะไปใส่ร้ายให้รัฐบาลเสียหาย โดยหลายบริษัทที่เราเข้าพบยังมีความเป็นห่วงเรื่องแผนการป้องกันและแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน และไม่มีใครพูดว่าการที่รัฐบาลได้รับความสำเร็จในการกู้เงิน 3 แสนล้านบาทเป็นการสร้างความมั่นใจได้ แต่สิ่งที่เขาอยากเห็นคือแผนปฏิบัติการการป้องกันและกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ซึ่งเราก็ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลมีความพยายามในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอยู่ แม้ความชัดเจนจะยังไม่สามารถระบุได้มากนัก ตนขอเตือนรัฐบาลว่ามีเวลาไม่มากในการดึงความเชื่อมมั่นกลับคืนมา อีกทั้งในสัปดาห์หน้าจะมีการขออนุมัติกู้เงินก้อนแรก 6 หมื่นล้านบาทก้อนแรก เพื่อใช้ดำเนินโครงการป้องกันน้ำท่วม ที่ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นการสร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชนทั้งในประเทศและต่างชาติ

                  “ หากรัฐบาลมีความจริงใจในเรื่องดังกล่าว ผมเชื่อว่าแผนการของรัฐบาลจะเดินไปได้ แต่ต้องไม่ใช่ลักษณะที่นำแผนดำเนินการเหล่านี้ไปหารือตามโรงแรมหรือไปบอกกับผู้ที่เป็นเจ้าพ่อด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นคนสนิทส่วนตัวในการเก็งกำไรในการกำหนดราคาที่ดินล่วงหน้า หากนำความทุกข์ของประชาชนมาพลิกเป็นวิฤตของพวกท่านนั้นท่ากับกำลังทำร้ายประเทศและประชาชนอย่างมาก” นายชวนนท์ กล่าว

 

'มาร์ค'เผย'ญี่ปุ่น'ถามหาแผนบริหารจัดการน้ำ

                  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นว่า ตนเดินทางไปเพื่อเป็นการไปยืนยันว่าประเทศไทยประชาชนคนไทยยังต้องการที่จะเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา แม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์ในเรื่องน้ำท่วม และปัญหาอื่นที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ตนได้พบกับภาคการเมืองตั้งแต่อดีตนายกฯที่เป็นประธานที่ปรึกษาพรรครัฐบาล รองนายกฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ภาคธุรกิจ พบกับทั้งองค์กรภาคธุรกิจ บริษัทใหญ่ๆที่มีบทบาทที่สำคัญ บริษัทประกันภัย คือ บ.มิตซุย  ประเภทยานยนต์ คือ ฮอนด้า และการค้าคือ มารูเบนิ รวมจนถึงการไปพูดกับทางสมาคมผู้สื่อข่างของญี่ปุ่น โดยตนได้ยืนยันว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากภาวะน้ำท่วม และสังคมได้เก็บเกี่ยวบทเรียนจากภาวะน้ำท่วม การบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วม เมื่อปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประสบการณ์การระบายน้ำ การทำแบบจำลอง การพยากรณ์ทิศทางน้ำ การหาพื้นที่เพิ่มเติมใน การทำฟลัดเวย์ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่การเร่งรัดในการปฏิบัติตามแผนต่างๆที่รัฐบาลประกาศออกมา ที่มีเป้าหมายว่าจะต้องทำให้ทันก่อนที่น้ำจะมา ซึ่งก็ยังมีเวลาอีก 2-3 เดือน

                  นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ทางญี่ปุ่นเองก็ต้องการที่จะได้รายละเอียดเพิ่มเติมที่เป็นการเฉพาะเจาะจง และตนยังได้ไปพูดคุยกับผู้บริหารทางด้านการประกันภัย เรื่องแผ่นดินไหวที่น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดทำองค์กรที่จะมาดูแลเรื่องการประกันภัยต่อไป ซึ่งเรื่องการประกันภัย ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นได้รับความเสียหายมาก การที่จะมีการประกันภัยในปีนี้ก็จะมีเบี้ยประกันที่สูงมากและไม่สามารถหาได้ จึงได้เห็นถึงความสำคัญของตัวกองทุนที่ตั้งขึ้นมา ความห่วงใยของเขาขณะนี้คือเงินจะไม่พอ เพราะญุี่ปุ่นต้องการสัดส่วนการดูแลให้ครอบคลุม 30% แต่ถ้ามีเงินเพียง 5 หมื่นล้านก็เกรงว่าจะไม่พอจึงอยากให้มีการเพิ่มเติมในส่วนนี้  ประเด็นหลักคือ ญี่ปุ่นอยากเห็นว่าความแตกต่างจากปีที่แล้วว่าคืออะไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะกำลังจะเดินทางไปในวันที่ 6 มี.ค.นี้ ก็คงจะต้องไปอธิบาย

                  ถามว่า การไปพบในครั้งนี้ของฝ่ายค้านจำเป็นต้องนำไปเสนอต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าเมื่อคณะของนายกฯเดินทางไปถึงก็จะทราบได้เองจากฝ่ายต่างๆที่ได้พบปะกับเราแล้ว ว่าจริงๆแล้วมีประเด็นอะไรอย่างไรบ้าง ซึ่งตนได้พบกับเจ้าหน้าที่ของไทยในญี่ปุ่นด้วยก็เล่าให้ฟังหมด ดังนั้นน่าจะรายงานรัฐบาลได้ แต่หากรัฐบาลอยากทราบอะไรก็ยินดีที่จะตอบ

                  ส่วนจะมองว่าการไปครั้งนี้เป็นการไปดักทางรัฐบาลก่อนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และคงไม่ใช่เรื่องที่เราเสนอ แต่เป็นเรื่องที่ตนไปเล่าให้ฟังว่าในช่วงที่ผ่านมาสังคมไทยในภาพรวม ได้มีการพูดถึงเรื่องน้ำท่วมอย่างไรและรัฐบาลได้ประกาศแผนที่ดูจะยอมรับประเด็นหลักของการบริหารจัดการ แต่เรื่องของการบริหารจัดการให้เป็นไปตามแผน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปสร้างความมั่นใจตรงนั้น ตนก็ให้ความมั่นใจว่า ในฐานะฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบให้รัฐบาลทำตามแผน เพราะสังคมไทยไม่ต้องการเห็นน้ำท่วมใหญ่อีก

                  ถามว่า การเดินทางไปมีข้อสรุปอะไรที่นายกฯไทยที่จะไปญี่ปุ่นควรมีความชัดเจน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเตรียมการในเรืองของแผนเฉพาะหรือรายละเอียดควรจะมี นายกฯพาคณะไป นายกฯอาจจะไม่จำเป็นที่จะไปพูดเอง แต่ก็ควรจะมอบหมายให้รมต.ที่ร่วมคณะไปให้สามารถตอบคำถามที่เป็นรายละเอียด ประเด็นเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการได้ เพราะตรงนี้เป็นความห่วงใยของเขา และถ้าเราไปสื่อสารฝ่ายเดียวและไม่รับฟังอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ในภาพรวมญี่ปุ่นมีใจให้กับเรา ความรวดเร็วในการฟื้นตัวของเขาก็เร็ว และอุตสาหกรรมบางอย่างเช่นยานยนต์ ที่ญี่ปุ่นยังไม่ย้ายฐานการผลิตที่สำคัญและการย้ายไม่ได้ทำกันง่ายๆ เขาเองก็มีเครือข่าย โอกาสที่จะย้ายน้อย จากที่คุยพบว่าญุี่ปุ่นไม่ได้มีฐานเดียว แต่ยังมีในหลายประเทศ เราจำเป็นต้องปรับปรุงขีดความสามารถ และอุตสาหกรรมอย่างอิเล็กทรอนิค และต้องดึงการลงทุนใหม่ๆ ของญุี่ปุ่นมาด้วย

                  ถามว่า ความมั่นคงทางการเมืองจะมีปัญหาต่อการลงทุนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สื่อมวลชนญี่ปุ่นได้สอบถามตน ตนก็ตอบเหมือนที่ตอบในประเทศไทยว่า อย่ามากังวลฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคม และทางญี่ปุ่นยังได้สอบถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นปกติ เพราะเขาทราบดีว่าเป็นจุดที่เป็นความขัดแย้ง ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯเตรียมที่จะนำเงินเยียวยาไปให้ช่างภาพชาวญี่ปุ่นนั้น ทางญี่ปุ่นไม่ได้สอบถามตน แต่ตนทราบจากทางเจ้าหน้าที่ว่าทางญี่ปุ่นมีการสอบถามในเรื่องนี้ เพราะเห็นจากมติครม.ที่ออกมาในเรื่องการเยียวยา

 

'ปชป.'เตรียมสู้คดีหลังโดนฟ้องปม 'ว.5 โฟร์ซีซั่น'

 

                  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ให้ดำเนินคดีกับ 3 ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายเทพไท เสนพงศ์, นาย ศิริโชค โสภา และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต หลังมีการพูดจาเสียดสีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ในทางเสื่อมเสียนั้น ว่า วันที่ 6 มี.ค. นี้  ตนจะเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามเวลาที่นัดหมาย จะไม่ปากกล้า ขาสั่น ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ตามที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยพยายามกล่าวหา แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่าเอามาเป็นเกมเครื่องมือปิดบังความจริงที่รร.โฟร์ซีซั่น เพราะที่ผ่านมาใช้กระโปรงตัวเองปิดมานานจนรู้ว่าสังคมเริ่มทนไม่ได้ ก็เลยมาใช้กฎหมายมาร่วมกันปิด ซึ่งจริงๆ แล้ว หากน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนหรือตอบกระทู้ที่สภาฯ ว่าไปทำสิ่งใดที่รร.โฟร์ซีซั่น เรื่องทุกอย่างก็จบ แต่ก็ไม่เคยอธิบายหรือชี้แจงใดๆ เลย

                  อีกทั้งขณะนี้ก็มีข้อสงสัยว่ามีการไปพบกันจริงระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ชั้น 7 ของรร.โฟร์ซีซั่น ซึ่ง ไม่ทราบว่าห้องใด แต่เรื่องนี้เมื่อมีการฟ้องร้องไปแล้วอย่าหยุด และตนก็ไม่โทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะทราบดีว่าเป็นเรื่องของการเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ไป แต่ว่าขอให้ตรวจสอบให้ถึงที่สุด เมื่อไปต่อสู้กันในชั้นศาลแล้ว ถ้าเรียกข้อมูลกล้องวงจรปิดที่ชั้น 7 และ ใบเสร็จของผู้ที่เปิดห้อง ออกมาได้ เมื่อเห็นแล้วตกใจก็ต้องกล้าที่จะเปิดเผยด้วย ถ้าตำรวจเห็นแล้ว เป็นภาพที่ไม่สามารถมาเปิดเผยสื่อมวลชน ได้ จะกล้าหรือไม่  เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้อยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะตนก็พร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงว่าสิ่งที่ได้ตั้งข้อสงสัยและข้อสังเกต นั้นไม่ว่าจะเรื่องเป็นศีลธรรม จริยธรรม หรือการทุจริต ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นขอให้กระบวนการยุติธรรมได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่รร.โฟร์ซีซั่นเกิดสิ่งใดขึ้น

 

จี้'รัฐ'แสดงความชัดเจนแก้ไขรธน.ไม่แตะหมวดสถาบัน

 

                  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้สถานการณ์ของประเทศมีโอกาสที่จะกลับมาสู่วังวนของความขัดแย้งและความวุ่นวายที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่รู้จบในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์นั้น พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าความเห็นนั้นจะถูกหรือผิด และยืนยันว่าการดำเนินการใดๆต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และต้องใช้กระบวนการนิติรัฐ นิติธรรมนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต ซึ่งผู้ที่สมควรถูกตำหนิจริงๆ คือรัฐบาลเพราะมุ่งแต่แก้ไขปัญหาเรื่องการเมือง โดยละทิ้งปัญหาของประชาชน ละทิ้งคำพูดที่ได้เคยสัญญาไว้กับประชาชนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ตระบัดสัตย์นโยบายกับประชาชนเกือบทุกประเด็น โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งสสร. โดยที่ไม่มีการกำกับหัวข้อการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเกรงว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงเกินไป พรรคจึงเรียกร้องรัฐบาล รัฐสภาต้องระบุให้ชัดถึงการทำหน้าที่ของสสร.

                  ทั้งนี้ 3 หมวด ที่สำคัญ คือหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ หมวดองค์กรอิสระ และเรื่องการลบล้างความผิด ยังเป็นจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ และไม่มีอะไรเสียหายหากรัฐบาลจะประกาศจุดยืนในเรื่องเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีกลับระบุพรรคประชาธิปัตย์ใจร้อน คำถามที่ต้องถามกลับไปเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะไม่แตะต้องหมวดสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้น ทำไมร.ต.อ.เฉลิมถึงใจเย็น ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดความสุ่มเสี่ยงขึ้นได้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนและความบริสุทธิ์ใจในการยับยั้งความขัดแย้งและภัยที่กำลังก่อตัวในสังคม หากรัฐบาลสามารถยืนยันได้ในชั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่น

                  “รัฐบาลพยายามพูดเรื่องของการไม่แตะหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล กลับมีการใช้เวปไชต์และกล่าวปราศรัยคำพูดที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีหลายคนที่ถูกจำคุกอยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัด ไม่เช่นนั้นสังคมจะไม่คลายความคลางแคลงใจต่อรัฐบาลได้ ว่าท่านมีแนวคิดหรือทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร” นายชวนนท์ กล่าว

                  นายชวนนท์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่โบนันซ่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา คำพูดของรัฐบาลและแกนนำนปช.ที่ระบุว่าไม่มีเจตนาและไม่มีส่วนร่วมในแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ภาพที่เกิดขึ้นกลับมาตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนที่จะร่วมรณรงค์แก้ไขกฎหมายดังกล่าว ตนถามว่าพฤติกรรมแบบนี้จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความสบายใจได้หรือไม่ ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และบรรดาแกนนำนปช.มีความจริงใจ ซึ่งส่งผลสะท้อนไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สบายใจว่าจะไปแตะหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์และประชาชนจึงต้องการเห็นจุดยืนของรัฐบาล หากรัฐบาลยังเดินต่อไปในแนวทางนี้ความขัดแย้งในบ้านเมืองไม่มีวันจบ และพรรคยินดีที่จะเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการคือกระบวนการสร้างความขัดแย้งในสังคมขึ้นมาใหม่ หากรัฐบาลยังไม่หยุดพฤติกรรมแบบนี้ เชื่อว่าความรุนแรงและสิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเหมือนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

'ชวนนท์'แนะ'รัฐ'ใช้ประกันรายได้ช่วยชาวนา

                  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวกรณีโครงการรับจำนำข้าวและจำนำมันของเกษตรกรที่อยากให้รัฐบาลกลับมาสนใจ เนื่องจากพบปัญหาโครงการล้มเหลว ว่า สำหรับโครงการที่ผ่านมานั้นจากตัวเลขที่เข้าร่วมมีไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งมีปัญหาเรื่องการสวมสิทธิ ซึ่งตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายหรือสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่โครงการจะปิดลงในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นข้าวที่เข้าไปในโรงสีในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายคงไม่ใช่ข้าวของ ประเทศไทยทั้งหมด และไม่ใช่ข้าวของเกษตรกรทั้งหมดด้วย

                  อีกทั้งส่วนใหญ่ข้าวที่เข้าร่วมโครงการก็ไม่มีใครได้ราคา 15,000 บาท ทั้งหมด เพราะมีการอ้างเรื่องคุณภาพข้าวและความชื้น ซึ่งตนมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมประชาชน ซ้ำเติมเกษตรกรที่ทุกข์ยากอยู่แล้วในเรื่องของปัญหาอุทกภัย จึงขอเรียกร้องว่าในฤดูต่อไปหรือการทำข้าวหน้าปรังในปีนี้ ถ้าคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์สวมสิทธิ หรือการทุจริตต่อเนื่อง และอยากให้ประชาชนได้ประโยชน์จริงๆ ก็นำโครงการประกันรายได้กับมาใช้ให้เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากในช่วงเศรษฐกิจที่อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง อย่าไปคิดว่าเป็นการเสียเหลี่ยมทางการเมือง เพราะขณะนี้คนไทยเกิดความเดือดร้อน ซึ่งโครงการของรัฐบาลก็เห็นชัดว่าล้มเหลว