
เปิดแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เปิดแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน - ความท้าทายด้วยแรงต้านจากมวลชน : โดย : เมธี เมืองแก้ว
ความเคลื่อนไหวของทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีแผนงานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ขึ้น ในพื้นที่ อ.กันตัง จ.ตรัง บริเวณใกล้กับคลองเจ้าไหม ต.บางสัก ลุ่มแม่น้ำตรัง ต.นาเกลือ และลุ่มแม่น้ำปะเหลียน ต.วังวน โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากจุดดังกล่าว มีเรือขนส่งถ่านหินอยู่แล้ว จึงเหมาะต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งจะต้องใช้พื้นที่ถึง 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักตามแผนพัฒนาภาคใต้ของรัฐบาล
ข้ออ้างของ กฟผ. ต่อแผนงานการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ในช่วงปี 2553-2573 นั่นก็คือ จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 เครื่อง เครื่องละ 800 เมกะวัตต์ รวม 7,200 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพบริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้ ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และตรัง เนื่องจากคาดหมายว่าปริมาณเชื้อเพลิงสำรองประเภทก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จะมีใช้เพียง 20 ปีเท่านั้น ขณะที่ถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะ ใน จ.ลำปาง จะมีใช้ไม่ถึง 30 ปี ซึ่งหากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นมารองรับ
เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งจะมีผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น
ขณะที่ในส่วนของ จ.ตรัง ที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในโครงการ ปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 100 เมกะวัตต์ แต่กำลังผลิตเท่าที่มีอยู่ขณะนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ กฟผ. จึงต้องไปรับซื้อไฟฟ้ามาจากทางภาคกลาง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นใน จ.ตรัง นอกจากจะทำให้พื้นที่มีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคงแล้ว ในส่วนของจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ ก็จะได้ประโยชน์ด้วย สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างขึ้นใน จ.ตรัง จะใช้เทคโนโลยีทีทันสมัย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการขนส่งถ่านหินทางทะเล จนถึงการผลิตในโรงไฟฟ้า ซึ่งจะใช้ระบบปิดทั้งหมด โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ และฝุ่น ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสูบน้ำมาใช้ หรือการปล่อยน้ำทิ้ง ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ส่วนการเลือก พื้นที่ของ ต.บางสัก ต.นาเกลือ ต.วังวน ใน อ.กันตัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการขนส่งถ่านหินทางทะเล จากประเทศอินโดนีเซีย และประเทศออสเตรเลีย เข้ามาดำเนินการได้ ขณะที่ท่าทีของมวลชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านนั่นก็คือ ต่างเกรงถึงผลกระทบจากมลภาวะเป็นพิษ รวมวิถีชีวิตดั้งเดิม
ส่วนการดำเนินการของทางจังหวัดในฐานะเจ้าของพื้นที่ เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้นำโครงการดังกล่าวเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จ.ตรัง ครั้งที่ 1 ประจำปี 2555 อ้างถึงความจำเป็นเพื่อมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มการขยายตัวของ จ.ตรัง และจังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอว่าหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็จะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุน เนื่องจากเป็นพลังงานราคาถูก และยอมรับว่า น่าจะมีการต่อต้านเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งทางกฟผ.ในฐานะเจ้าของโครงการ ก็จะต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ท้องถิ่น โดยให้ความรู้อย่างรอบด้าน
"แน่นอนว่าภาคอุตสาหกรรม มีความต้องการความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า ซึ่งการมีโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ขนาด 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ จ.ตรัง ก็จะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทางกฟผ. จะต้องเร่งทำในขณะนี้ก็คือ การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจน กว้างขวาง และเป็นจริง ซึ่งหากมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ เชื่อว่าท่าทีการต่อต้านก็น่าจะลดลง" วิถี สุพิทักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าว
ขณะที่ นพ.สมชัย เจียรนัยศิลป์ รองประธานหอการค้าจังหวัดตรัง ให้ความเห็นว่า ไทยมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อพัฒนาประเทศ แต่ปัจจุบันต้องซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า และมาเลเซีย ซึ่งไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และถ่านหินเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานได้ ดังนั้น การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จ.ตรัง จึงเป็นโครงการที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนขององค์กรชุมชน เช่น เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียน เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำตรัง ชมรมประมงพื้นบ้าน และสภาองค์กรชุมชน กลับทีท่าที่คัดค้านและเห็นว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในจ.ตรัง ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ จึงได้เคลื่อนไหวและเปิดเวทีเรียนรู้ในชื่อว่า "โรงไฟฟ้าถ่านหิน ดีจริงหรือ" เพื่อให้คนในท้องถิ่น ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจน ก่อนที่จะตัดสินใจตอบตกลงรับข้อเสนอโครงการจากทาง กฟผ.
"แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2550-2564 ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2550 มีการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงเกินความต้องการไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง จนนำมาสู่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่างๆ เกินความจำเป็น และเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้ามากขึ้นทั้งประเทศ ทั้งที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในปี 2554 ยังต่ำกว่าการพยากรณ์ในแผน PDP2010 ถึง 668 เมกะวัตต์" ศยามล ไกยูรวงศ์ หัวหน้าโครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา (สจน.) กล่าวและว่า
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในช่วงปี 2554-2559 ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน โครงการโรงไฟฟ้าในภาคใต้ โครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชนอีก 2 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าลิกไนต์ในลาวและพม่า จึงสามารถเลื่อนออกไปได้ถึงปี 2560 หรือยกเลิกโครงการไปเลย เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นภาระส่วนเกินของผู้บริโภคที่เกิดจากค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกัน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการจัดการด้านความต้องการไฟฟ้า ถือเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุด
นี่คือข้อมูลที่นำเสนอจากเครือข่ายภาคเอกชน และน่าจะเป็นบททดสอบของทางกฟผ.ต่อการทำความเข้าใจกับมวลชน ต่อแผนการจัดสร้างโรงไฟฟ้าใน จ.ตรัง
----------
(หมายเหตุ : เปิดแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน - ความท้าทายด้วยแรงต้านจากมวลชน : โดย : เมธี เมืองแก้ว)
----------



