
'ไม่มีกม.ย่อมไม่ผิด'แล้วจบหรือ
'ไม่มีกฎหมาย ย่อมไม่ผิด' แล้วเรื่องมันจบไหมครับ : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ความจริงผมเป็นผู้สอนหลักอาชญาวิทยาเบื้องต้น และเคยย้ำให้นิสิตในชั้นเรียนถึงประโยคที่ว่า “หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมไม่มีความผิด” เป็นสำนวนที่มาจากภาษาละติน แต่คงไม่ต้องย้อนเอามาเขียนให้รกรุงรังในคอลัมน์นี้ สิ่งที่ผมย้ำกับนิสิตนักศึกษาในห้องเรียนอยู่เสมอคือ อย่าคิดเพียงว่า หากกฎหมายไม่บัญญัติเอาไว้เราทำได้ทุกอย่าง เพราะในสังคมมนุษย์เรายังยึดถือสิ่งที่เราเรียกว่า “กฎเกณฑ์หรือวิถีที่ปุถุชนทั่วไปเห็นพ้องต้องกันอยู่ (natural law)” ไม่จำเป็นต้องบอกว่า “ผิด หรือถูก” สามัญสำนึกของคนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ทันทีว่าอะไรควรไม่ควรอย่างไร
ที่กล่าวนำมานี้ก็เพื่อสะท้อนมุมมองความคิดในการแก้ปัญหาของคนยุคนี้ที่มัก “อ้างประโยคสำคัญข้างต้น” ในการตัดสินพิจารณาเรื่องต่างๆ อย่างที่เราเห็นกันในสังคมที่ผ่านมา ทั้งเรื่องกรณีนางนลินี ทวีสิน ทั้งเรื่องโฟรซีซันส์ ทั้งเรื่องกรณีการสอบสวนปลัดพันล้านที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์โจษจันกันถึงผลสอบที่ทางสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาให้ความเห็นว่า “ไม่มีหลักฐานเพียงพอ” ซึ่งหากไม่มีหลักฐานเพียงพอก็อาจถามต่อไปว่า คณะกรรมการจะยึดหลักของการฟังความในคู่กรณีและไม่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเลยหรืออย่างไร
ขนาดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หาก “พนักงานอัยการ” พิจารณาว่าพยานหลักฐานที่ได้มายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอจะเอาผิดกับผู้ต้องหาได้ ยังสามารถส่งสำนวนกลับคืนให้ตำรวจทำการ “สอบสวนเพิ่มเติม” ซึ่งคงมิได้หมายความให้ตำรวจมานั่งคุยกับผู้ต้องหาเฉยๆ แต่ตำรวจจะต้องทำหน้าที่เรียกเอาข้อมูลหรือแสวงหาพยานหลักฐานให้ปิดช่องโหว่และเข้าองค์ประกอบของกฎหมายในการเอาผิดผู้ต้องหาให้ได้ นี่คือวิธีการทำงานภาคปฏิบัติที่ทุกคนในวงการกฎหมายรู้ดี
ล่าสุดแม้แต่ผู้นำของสังคมยังมองว่าเรื่องบางเรื่องเป็นสิทธิเสรีภาพ บางเรื่องเป็นของหยุมหยิมไม่ควรนำมาเป็นสาระ “ทั้งเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี” หรือเรื่องที่คนตั้งข้อสงสัยว่าจะมีการตั้งวงร่ำสุรากันในสภาอันทรงเกียรติ เท็จจริงอย่างไรต้องไปพิสูจน์ แต่ข้อกล่าวอ้างประมาณว่า “กฎหมายหรือระเบียบไม่มีเขียนไว้ให้เอาผิด หรือประมวลจริยธรรมไม่ได้กำหนดไว้อะไรทำนองนี้” ต้องขอบอกผ่านไปได้ไหมครับ เพราะประชาชนที่เฝ้าดูท่านทั้งหลายในฐานะบุคคลสาธารณะต้องการความชัดเจนและการแก้ปัญหาข้อบกพร่องต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการยกข้ออ้างทั้งหลายเพื่อลดกระแสของข่าวหรือเบี่ยงเบนความสนใจให้หลงทิศหลงทางไปในเรื่องอื่นๆ
ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนหนึ่งคิดเอาแต่จะใช้ประโยชน์กับกฎหมายในการเอาตัวรอดหรือมองเห็นช่องโหว่ของกฎหมายในการกระทำความผิด จะเห็นได้ง่ายๆ ในกรณีการ “ชกแล้วหนี” ไม่ต่างกับ “ชนแล้วหนีที่ตีนผีในสังคมไทยมักปฏิบัติการโดยไม่คิดคำนึงย้อนไปบ้างว่าหากเกิดกับครอบครัวของคนเลวๆ เหล่านี้เองจะรู้สึกรู้สมอย่างไรไหม” มีคนพูดสนับสนุนและให้ท้ายทั้งกรณีการชกนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่โฟรซีซันส์ รวมไปถึงกรณีล่าสุดของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยแนวคิดคล้ายๆ กันว่า “ทำร้ายร่างกายไม่สาหัส ปรับห้าร้อย โทษจำรอลงอาญา เพราะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันในครั้งก่อนๆ” คนไทยเราเรียนรู้กฎหมายเพื่อใช้ในทางมิจฉาชีพเช่นนี้ ถึงได้มีชื่อติดบัญชีรายชื่อประเทศไม่น่าคบค้าอยู่บ่อยครั้ง วันเวลาเปลี่ยนไป คนสัตว์สิ่งของก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป นิสัยคนความคิดคนก็น่าจะปรับเปลี่ยนแก้ไขกันบ้างนะครับ ขอให้ช่วยกันคิดถึงลูกหลานไทยในอนาคตกันบ้างเถิดครับพี่น้อง



