
ฝึกช้างหัดม้า
ฝึกช้างหัดม้า : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
วันก่อนในรายการ “การเดินทางของความคิด” ทางคลื่น 96.5 อสมท มีท่านผู้ฟังซึ่งได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการฝึกสัตว์เพื่อใช้ในสงคราม ถามเข้ามาว่าไทยเราเองมีการฝึกสัตว์ทำนองนี้ด้วยหรือไม่? ผมได้ตอบไปว่าเมืองไทยก็มีการฝึกสัตว์เพื่อใช้ในราชการสงครามมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะม้ากับช้าง ซึ่งเป็นพาหนะสำคัญในการรบ เรามีทหารม้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ถ้าเล่นๆ ก็น่าจะตั้งแต่สมัยน่านเจ้า เมื่อต้องทำศึกกับพวกมองโกลซึ่งหลังตีประเทศจีนได้สำเร็จก็ยกกองทัพลงมาตีน่านเจ้าและพม่า โดยมองโกลนั้นเชี่ยวชาญในเรื่องการขี่ม้าและการรบบนหลังม้าเป็นอย่างมาก น่านเจ้าจึงจำเป็นต้องมีทหารม้าเพื่อต่อสู้กับมองโกล ซึ่งตรงนี้เคยมีท่านผู้รู้เล่าให้ผมฟังว่า แต่เดิมนั้นทหารพม่าก็ไม่ได้ใช้ม้าในการรบต่อเมื่อทำศึกกับมองโกลจึงต้องเรียนรู้วิธีการฝึกหัดม้าเพื่อขี่ออกรบ และการรบบนหลังม้าเหมาะแก่การใช้อาวุธยาวมากกว่าดาบ พม่าจึงคิดทำทวนขึ้นใช้ ซึ่งปรากฏในเรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา ที่สมิงพระรามดวลทวน กับมังกามะนี ทหารเอกของมองโกลบนหลังม้า ซึ่งวีรบุรุษที่เชี่ยวชาญในเรื่องการใช้ทวนเป็นอย่างมาก ก็คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องจากทรงได้รับการฝึกฝนอบรมมาจากราชสำนักหงสาวดี
สำหรับช้างนั้น ผมคาดว่าไทยเราเพิ่งจะมาใช้ช้างในการสงคราม ในสมัยสุโขทัย โดยน่าจะร่ำเรียนมาจากขอม ฉากแรกที่จำกันได้ดีคือตอนที่พ่อขุนรามคำแหงไสช้างเข้าชนกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด เพื่อช่วยพระราชบิดา ตามจารึกว่า “กูบ่หนีกูขี่ช้างเนกพล เข้าต่อด้วยขุนสามชน กูขับช้างเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน” และในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก็มีเหตุการณ์ที่เจ้าอ้ายพระยา กับเจ้ายี่พระยา สองพี่น้องชนช้างกันเพื่อแย่งชิงราชสมบัติ จนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ ทำให้เจ้าสามพระยาได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
วิชาคชศาสตร์ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับช้าง ตั้งแต่การดูลักษณะ การคล้องช้าง การฝึก และการบังคับช้างถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง ซึ่งไทยได้รับมาจากอินเดีย โดยเป็นวิชาเฉพาะสำหรับเจ้านาย และนักรบ กษัตริย์ไทยหลายพระองค์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาทรงเชี่ยวชาญในเรื่องการบังคับช้างศึก เช่น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นต้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็เคยทรงแสดงการต้อนช้างเข้าเพนียด และบังคับช้างให้ราชทูตฝรั่งเศสชมเป็นขวัญตามาแล้ว และอีกองค์หนึ่ง คือพระเพทราชาซึ่งเคยเป็นทหารเอกของสมเด็จพระนารายณ์ มีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมคชบาล เทียบกับตำแหน่งทางทหารในปัจจุบันก็น่าจะใกล้เคียงกับผู้บัญชาการกองพลยานเกราะนั่นแหละครับ
ม้าและช้างยังคงใช้ในสงครามของไทยสืบเนื่องมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และมีบทบาทในการศึกครั้งสำคัญๆ หลายครั้ง ตราบจนกระทั่งเราเปิดรับวิวัฒนาการใหม่ๆ จากตะวันตกมากขึ้น ช้างที่เคยช่วยในการรบทัพจับศึก มียศมีศักดิ์เป็นถึงพระยาหรือเจ้าพระยา ก็ถูกลดฐานะมาใช้แรงงานในการทำงานโยธา เช่นทำถนน ขนดิน บรรทุกของ หรือลากซุงในป่า จนกระทั่งกลายเป็นช้างเร่ร่อนตามถนนหนทางในตัวเมือง หรือแสดงการละเล่นต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวชม และถูกล่าเพื่อเอาอวัยวะเพศไปทำยาโป๊หรืออาหารประเภทเปิบพิสดารเช่นในปัจจุบัน ส่วนม้ายังคงใช้ในราชการอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีบทบาทหลักในการรบเช่นในสมัยโบราณ โดยมากมักใช้เป็นกองเกียรติยศในพิธีสำคัญๆ
ที่เล่ามานี้ เพื่อแสดงว่าไทยเราก็มีความสามารถในการฝึกม้าฝึกช้างไม่น้อยกว่าชาติอื่น เป็นแต่เราขาดการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ม้าที่เรารู้จักกันดีก็มีเพียงม้าสีหมอกในเสภาเรื่อง “ขุนช้าง ขุนแผน” เท่านั้นแหละครับ เมื่อพูดถึงม้าสีหมอกแล้ว ก็อดเล่าต่อไม่ได้ว่า ตอนที่ขุนแผนได้สีหมอกมานั้น เสกหญ้าให้กินแค่กำมือเดียว สีหมอกก็ชื่อสัตย์จงรักภักดีต่อขุนแผนและฝึกหัดได้ดังใจ
แต่คนสมัยนี้ต่อให้ให้ข้าวให้น้ำ ให้ความร่มเย็นเป็นสุขอย่างไร ก็ฝึกไม่ค่อยได้ และไม่ค่อยจะเชื่องหรอกครับ



