ข่าว

ปชป.หนุนอุทธรณ์ศาลฎีกาการเมืองได้

ปชป.หนุนอุทธรณ์ศาลฎีกาการเมืองได้

28 ก.พ. 2555

"วัฒนา"ย้ำไม่เคยเสนอยุบศาล องค์กรอิสระ เพียงกระบวนการเข้าสู่อำนาจต้องปราศจากครอบงำ-ตรวจสอบได้ "ถาวร เสนเนียม" เสนอคำพิพากษาศาลฎีกาการเมืองสามารถอุทธรณ์ได้

          29ก.พ.2555 รายการคมชัดลึกจัดรายการตอน "ศาล...ผู้ตรวจสอบเหนือการตรวจสอบ?" มีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพือไทย นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายวัฒนา กล่าวว่า ตนไม่เคยพูดว่าต้องยุบศาล องค์กรอิสระ ในรัฐธรรมนูญต้องมี แต่การเข้าสู่อำนาจต้องมีหลักการ 2 ประการคือ ที่มาต้องปราศจากการครอบงำ และตรวจสอบได้ อย่างเช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 45 คนนั้น มาจากพรรคเพื่อไทย 19 คน ส่วนเหลือพรรคเพื่อไทยคงไม่สามารถไปครอบงำได้

             ส่วนที่มาของ ส.ว.นั้น เห็นว่าดุลยภาพของ 3 อำนาจคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่สมดุลกัน บทบัญญัติของรธน.ขัดต่อบทบัญญัติระหว่างประเทศ และยังขัดต่อหลักนิติธรรม ซึ่งวิธีการแก้ไขหากจะทำเองก็เกรงว่าจะเป็นพวกมากลากไป จึงให้มีการตั้ง สสร.และนักวิชาการเข้ามา ส่วนผู้ที่สรรหา ส.ว.นั้น ตนเห็นว่าใครที่จะถูกตรวจสอบไม่ควรไปเลือกผู้ที่จะตรวจสอบ

             "ส่วนศาลปกครอง กับศาลรธน. นั้น ถ้าองค์กรอิสระไหนเกินความจำเป็น เช่น ศาลรธน.หากเนื้องานไม่มากพอก็ควรไปเป็นแผนกอยู่ในศาลฎีกา หากเยอะก็ให้ดำรงอยู่ แต่ไม่มีสิทธิที่จะไปคัดคนเข้ามาในตำแหน่ง ศาลปกครองต้องคงอยู่โดยให้ดูจากเนื้องานว่ามีมากขนาดไหน" นายวัฒนา กล่าวและว่า

             เดิมเคยคิดว่าจะมีศาลเลือกตั้งหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเนื้องานก็ไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นศาลเลือกตั้ง ส่วนศาลรรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้หรือไม่นั้นไม่ใช่สาระ แต่ควรแก้กติการธน.ให้เป็นกลาง เพราะรธน.ฉบับนี้นำมาซึ่งความขัดแย้ง และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง 

             นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลแถลงว่าต้องแก้รธน. โดยใช้เสียงข้างมากในสภาว่าจะแก้ประเด็นใดก็ไม่ขัดข้อง เช่น ที่มาของส.ส.ซึ่งมีการแก้ไปแล้ว การทำสัญญาตาม ม.190 คณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน มี 5 คน คณะกรรมการสรรหา คตง.มี 7 คน และการดำรงตำแหน่งของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผ่านมาเคยมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขรธน.แล้ว แต่เมื่อจะแก้รธน.ต้องไม่ใช่แก้เพื่อนักการเมือง 

             ส่วนคณะกรรมการสรรหา ส.ว.สรรหานั้น ผู้ที่จะมาทำหน้าที่สรรหา ส.ว.มาจากสายตุลาการ 3 คน ซึ่งในยุคที่มีการบัญญัติรธน. 40 มีต้นทุนต่ำมาก เพราะมีการทุจริตมากมาย ส.ส.เป็นสามี ส.ว. การเข้ามาจึงทำหน้าที่ไม่ได้ตามที่คาดหวัง ถ้าจังหวัดใดมีส.ส.จากพรรคใดร้อยเปอร์เซ็นต์ ส.ว.มาจากพรรคนั้นแน่ หากเห็นว่าผู้ทำหน้าที่สรรหามาจากสายตุลาการมากเกินไปก็ต้องมาทบทวน และการทำหน้าที่ถอดถอนได้ในระดับไหนอย่างไร 

             ส่วนการถอดถอนอย่าไปคาดหวังเพราะยาก แต่ที่สำคัญคือการตรวจสอบ เช่น การทุจริต ประพฤติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ มีหลายวิธี แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะส่วนมากจะเพิกเฉยหากไม่มีประชาชนไปร้องให้เพิกถอน ดังนั้นจึงควรมากวดขันในเรื่องนี้มากกว่า
 
             สำหรับความเชื่อมโยงของส.ว.กับศาลรธน.นั้น ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่ใช้อำนาจถอดถอนนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจด้วยกัน การถอดถอนจะใช้วิธีการบัญญัติในการยื่นเรื่องไปยังศาล หรือระหว่างถูกดำเนินคดีให้พักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน

             ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง เช่น เมื่อศาลพิพากษากรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็สามารถไปอุทธรณ์ได้ โดยองค์คณะจะนำมาพิจารณาว่ารับหรือไม่ ซึ่งตนเห็นด้วยว่าควรมี 2 ศาล โดยศาลฎีกาต้องรับพิจารณาคดีเฉพาะที่สำคัญ ไม่เช่นนั้นจะทำให้คดีคั่งค้าง จึงเห็นด้วยว่าควรไปแก้กฎหมายให้มี 2 ศาล คือ ศาลระดับต้น และศาลสูงสุด และเขียนกรอบเวลาไม่ให้เกิน 1 ปี ส่วนส.ว.จะมาจากการเลือกตั้งหรือสรรหา ต้องไม่ใช่การไปถอดถอนใคร