ข่าว

กรมป่าไม้ทุ่มงบ6พันล.ปลูกป่า6ลุ่มน้ำ

กรมป่าไม้ทุ่มงบ6พันล.ปลูกป่า6ลุ่มน้ำ

01 มี.ค. 2555

เปิดแผนกรมป่าไม้ปลูกป่าระยะยาว 6 ลุ่มน้ำ " ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก" 5 ปี ทุ่มงบ 6,081 ล้านบาท กทม.แนะกฟผ.ปล่อยน้ำ 2 เขื่อนใหญ่ดึงกรมชลฯ-กรมอุทกศาสตร์ร่วม

          รายงานข่าวจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมป่าไม้ ได้จัดทำ “โครงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการ ลุ่มน้ำหลัก ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรังและป่าสัก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ซึ่งสอดรับกับแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล 

          ทั้งนี้ มีการน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เรื่องการปลูกป่าแบบไม่ต้องปลูก และเรื่องคนอยู่กับป่า รวมทั้งแนวพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เรื่องง ปลูกป่าปลูกคน มาใช้เป็นหลักการและแนวทางในการกำหนดกิจกรรม

          สำหรับ พื้นที่ในการดำเนินการอยู่ใน 6 ลุ่มน้ำหลัก ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรังและป่าสัก ที่มีการกำหนดดังนี้ 1.ลุ่มน้ำปิง ประกอบด้วย 20 ลุ่มน้ำสาขา ลุ่มน้ำสาขาเป้าหมายที่ดำเนินการ คือ ลุ่มน้ำกวง เนื้อที่ 1.3 ล้านไร่

          2.ลุ่มน้ำวัง ประกอบด้วย 7 ลุ่มน้ำสาขา แต่เป้าหมายที่ดำเนินการคือลุ่มแม่น้ำจาง เนื้อที่ 9.7 แสนไร่

          3.ลุ่มน้ำยม ประกอบด้วย 11ลุ่มน้ำสาขา แต่เป้าหมายที่ดำเนินการคือลุ่มแม่น้ำคำมี เนื้อที่ 2.8 แสนไร่

          4.ลุ่มน้ำน่าน ประกอบด้วย 16 ลุ่มน้ำสาขา แต่เป้าหมายที่ดำเนินการคือ ลุ่มน้ำสา เนื้อที่ 4.8 แสนไร่

          5.ลุ่มน้ำสะแกกรัง ประกอบด้วย 4 ลุ่มน้ำสาขา แต่เป้าหมายที่ดำเนินการคือ ลุ่มน้ำแม่วงก์ เนื้อที่ 6.3 ล้านไร่

          และ 6.ลุ่มน้ำป่าสัก ประกอบด้วย 8 ลุ่มน้ำสาขา แต่เป้าหมายที่ดำเนินการคือ ลุ่มน้ำห้วยน้ำพุง เนื้อที่ 4.9 แสนไร่

          โดยกิจกรรมที่ดำเนินการมีสองส่วนคือ กิจกรรมป้องกันรักษาป่า โดยจะมีการออกตรวจป้องกันและปราบปราม ประชาสัมพันธ์กิจกรรม และจัดฝึกอบรมจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ป่า และอีกส่วนคือกิจกรรมจัดที่ดินป่าไม้ ที่จะมี4กิจกรรมย่อยคือ การจัดที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จัดทำแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ กิจกรรมการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมและการปลูกป่า และกิจกรรมการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นแผนงานระยะยาว 5 ปี ที่ต้องใช้งบประมาณรวม 6,081 ล้านบาท ที่แบ่งกิจกรรมเป็น 3 ส่วน

          โดยกิจกรรมแรกคือการอนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริมการปลูกป่า ที่มีกิจกรรมย่อยคือ ปลูกป่าเพื่อฟื้นระบบนิเวศ 4.8 แสนไร่  งบฯ 1,824 ล้านบาท ปรับปรุงระบบนิเวศ 5 แสนไร่ 485 ล้านบาท ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ 130 ล้านกล้า 214.5 ล้านบาท การจัดทำแก้มลิงเลียนแบบธรรมชาติ 31,000 แห่ง 170.5 ล้านบาท

          จัดทำฝายแบบตาข่ายคลุมหินทิ้ง 178,000 แห่ง 477.5 ล้านบาท จัดทำฝายแบบกึ่งถาวร 7,700 แห่ง 291 ล้านบาท จัดทำฝายแบบถาวร 2,500 แห่ง 150 ล้านบาท เพาะชำกล้าไม้ 250ล้านกล้า 697.5 ล้านบาท เพาะชำกล้าไม้ขนาดใหญ่ 25 ล้านกล้า 185 ล้านบาท

          ส่วนที่สอง เป็นการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีกิจกรรมย่อยคือ ส่งเสริมการจัดการป่าชุมชน 1,200 แห่ง งบฯ 300 ล้านบาท ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายป่าชุมชน 120 รุ่น 18 ล้านบาท ฝึกอบรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 180 รุ่น 27 ล้านบาท ฝึกอบรมและสร้างเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันไฟป่า (อส.พป.) 300 รุ่น 75 ล้านบาท

          ฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า(รสทป.) 300 รุ่น 60 ล้านบาท ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อปท. ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ 30 รุ่น 9 ล้านบาท ฝึกอบรมเยาวชนพิทักษ์ป่า(ยชป.) 150 รุ่น 30 ล้านบาท การปรับโครงสร้างระบบการผลิตด้านการเกษตร(ทำนาแลกป่า) 9,000 ไร่ 225 ล้านบาท ศึกษาองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น 150 เรื่อง 7.5 ล้านบาท การประยุกต์ใช้งานวิจัยป่าไม้เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำรงชีวิตของชุมชน 180 โครงการ 132 ล้านบาท

          และส่วนสุดท้าย เป็นการบริหารโครงการ ที่แบ่งเป็นการอำนวยการ ประสานงานโครงการและตรวจติดตามผล 70 ลุ่มน้ำ 352.5 ล้านบาท และประชาสัมพันธ์โครงการ 70 ลุ่มน้ำ 350 ล้านบาท

 

กทม.แนะบริหารน้ำ ให้ กฟผ. ปล่อยน้ำ 2 เขื่อนใหญ่ ดึงกรมชลฯ-กรมอุทกศาสตร์ร่วม

          นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ในฐานะที่เขาอยู่ในคณะทำงานบริหารจัดการการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) และในฐานะวิศวกรโยธา ว่า สำหรับการจัดสรรน้ำ การปล่อยน้ำเขื่อนใหญ่ทั้ง 2 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์ ซึ่งมีผลต่อพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเรื่องที่ต้องมีการพิจารณาทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

          ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทาน ในการตรวจสอบปริมาณน้ำค้างทุ่ง และกรมอุทกศาสตร์ ในการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลว่า จะหนุนสูงหรือต่ำในช่วงเวลาใด เพราะจะมีผลต่อการควบคุมประตูระบายน้ำตลอดเส้นทาง รวมทั้งพิจารณาพื้นที่บริเวณแก้มลิงและพื้นที่ปากอ่าวว่า เวลาใดควรเร่งปิดประตูระบายน้ำหรือเร่งสูบน้ำออก

          นายธีระชน กล่าวว่า ที่สำคัญสิ่งที่ยากที่สุด คือการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนที่จะตก ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ที่มีวาทศิลป์ มาชี้แจงให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก ต้องพูดแบบมีเหตุผล เพราะหากพูดอย่างนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประชาชนจะตกใจได้ เนื่องจากที่จริงแล้วพายุที่พัดเข้าสู่ประเทศไทย เฉลี่ยปีละ 1 - 2 ลูก ไม่ใช่ 20 - 30 ลูก ซึ่งเป็นจำนวนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด

          "ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้ข้อมูล ไม่เช่นนั้นจะเสียผู้ใหญ่ และต่อไปผู้ฟังจะไม่เชื่อถือ หากพูดผิดซ้ำซาก"

          นายธีระชน กล่าวว่า หากคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) รู้ตัวว่า แผนบริหารจัดการน้ำผิด ก็อยากให้รีบแก้ไข เพราะการทัวร์รอบนี้ของรัฐบาล ถือว่าสอบตก ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ ดังนั้น ควรจะซ่อมก่อนที่จะเข้าเฝ้า

          "ผมจึงอยากให้มีการทบทวนและเตือนสติ คนเราผิด ๆ ได้ แต่ผิดแล้วต้องแก้ไข" นายธีระชนกล่าว