ข่าว

ผู้ตรวจการฯเล็งชงโมเดลแก้ม.291

ผู้ตรวจการฯเล็งชงโมเดลแก้ม.291

01 มี.ค. 2555

ที่ปรึกษาผู้ตรวจการฯ เล็งโมเดลแก้ ม.291 ไม่ให้เกิดปัญหา ด้าน ปชป. ยันเขียนกันล้างผิดทำได้ เตรียมถกกรอบ หวั่นขัดหลักรธน. เผยความเห็นผู้ตรวจฯ ชำแหละมาตราเจ้าปัญหา รธน.50

          ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการประชุมนัดแรก ของคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ถึงกรอบการทำงาน ที่อาจทับซ้อนกับการทำงานของฝ่ายติดตามประเมินผลของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินฯ 

          ทั้งนี้ ที่ประชุม โดยนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการฯ ได้ชี้แจง ขอคำปรึกษา และข้อคิดเห็นกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า มีข้อจำเป็นหรือไม่ โดยให้อิสระอย่างเต็มที่ เช่น ประเด็นที่ข้าราชการเห็นว่า เป็นปัญหา คือ มาตรา 279 วรรคสี่ ที่ระบุถึงกรอบการสรรหา กลั่นกรอง หรือ แต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือนโดยยึดระบบคุณธรรม และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคล

          แหล่งข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า สำหรับกรอบการทำงาน ในประเด็นการพิจารณาเรื่องแก้ไขมาตรา 291 นั้น ที่ประชุมได้แสดงความเห็นอย่างหลากหลาย อาทิ ควรเสนอความเห็นไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่... ) พ.ศ. .. ต่อประเด็นการแก้ไขมาตรา 291 ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจผู้ตรวจการฯ

          เช่น กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ว่ามีองค์ประกอบเช่นไร , จะต้องทำเพื่อให้ตอบโจทย์การเลือกตั้งอย่างไร หากยึดฐานเลือกตั้งรายจังหวัด หรือฐานจำนวนประชากร

          นอกจากนั้น ยังควรนำข้อกำหนดที่ระบุถึงการเลือกตั้ง สสร. ในปี 40 และ ปี 50 มาเปรียบเทียบ รวมถึงต้องตอบคำถามด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถือเป็นการทำได้โดยชอบหรือไม่ หากไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งฉบับ ต้องมีวิธีบอกสังคมว่า รัฐธรรมนูญแก้ไข แต่มีบางประเด็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำหรือบทบัญญัติได้

          “ข้อเสนอของคณะกรรมการ ไม่ได้ผูกพันกับ สสร. แต่หากนำเสนอประเด็นต่อสาธารณะ ก็จะเกิดการถกเถียง และนำไปสู่สังคมวงกว้าง หากเห็นตรงกันก็จะผูกพันกับ สสร.ไปโดยปริยาย เพราะสสร. ต้องสอบถามความเห็นของประชาชนด้วย”

          แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า กรรมการยังแสดงความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน เป็นการทำลายโครงของรัฐธรรมนูญ และโครงสร้าง สร้างทางปกครอง และหลักการแบ่งแยกทางอำนาจ คือ ต้องการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเขียนให้ชัดเจนได้หรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ แต่สามารถแก้ไขในบางประเด็นที่เห็นว่า เป็นปัญหา เพื่อรักษาโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ

          นอกจากนี้ หากให้ 77 สสร.มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด เชื่อว่า สสร.ที่ออกมา จะมีเรื่องอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเข้ามาทำหน้าที่และต้องโหวตเพื่อตัดสิน เสียงส่วนใหญ่ที่มาจากอิทธิพลทางการเมืองก็จะชนะ

          อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะถูกนำไปเป็นประเด็นขัดแย้ง และการเผชิญหน้า

 

ปชป. ยันเขียนกันล้างผิดทำได้ เตรียมถกกรอบ 291 หวั่นขัดหลักรธน.

          นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อดูจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลในส่วนของมาตรา 291/11 วรรค 5 จะพบว่า มีการเขียนระบุถึง ร่างรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขใหม่ ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ

          ดังนั้น หากรัฐบาลจะทำเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ก็สามารถทำได้ โดยน่าจะเขียนระบุถึงการไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรอิสระ รวมถึงป้องกันการแก้ไขกฎหมายเพื่อลบล้างความผิดให้แก่ใคร

          นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ในการประชุมวันที่ 1 มี.ค.นี้ เขาจะนำประเด็นเรื่องการแก้ไขมาตรา 291 เข้าไปหารือในที่ประชุม เนื่องจากยังสงสัยว่า การแก้ไขมาตรา 291 ระบุถึงขอบข่ายให้เขียนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่

          "ผมเข้าใจว่า ข้อกฎหมายระบุแต่เพียงให้แก้ไขบางส่วนเท่านั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามจะทำเปรียบเสมือนจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ดังนั้น ต้องตกลงกันให้ชัดไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดภายหลัง หรือกลายเป็นกระทำการขัดกับรัฐธรรมนูญได้"

 

เผย พท. ตั้งธง รธน.ผ่านประชามติ นำขึ้นทูลเกล้าฯ

 

          ด้าน แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การพิจารณาแก้ไขมาตรา 291 แกนนำพรรคเพื่อไทยที่ร่างแก้ไขมาตราขึ้นมามีธงอยู่แล้วว่า เมื่อ สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็ให้มีการทำประชามติ และเมื่อผ่านประชามติแล้ว ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯเลย ซึ่งเรื่องนี้ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยหลายคนลำบากใจ เพราะหากเป็นอย่างนี้ จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ผิดหลักการประชาธิปไตย

          อย่างไรก็ตาม เมื่อธงเป็นอย่างนี้ ก็คงต้องมีการประสานทั้งพรรคร่วมรัฐบาล ส.ว. ให้เห็นด้วยในข้อนี้ แต่ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน ได้แสดงความเห็นว่า ไม่เห็นด้วย ดังนั้น ก็คงต้องมีการถกในที่ประชุมกรรมาธิการกันต่อไปว่า จะมีมติอย่างไร

 

ภท. ออกโรงขวางแนวคิด รธน.ผ่านประชามติ ไม่เสนอเข้าสภา

          นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เขาและพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วย ที่เมื่อสสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ผ่านประชามติแล้ว จะไม่นำเข้าสู่สภาอีกครั้ง เพราะไม่ถูกหลักประชาธิปไตย และจะไม่ได้รับการยอมรับ

          ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การโหวตในกรรมาธิการฯ เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยมี 19 เสียง พรรคร่วมรัฐบาลอีกนิดหน่อย และส.ว.น่าจะมีครึ่งหนึ่ง เห็นด้วยกับเรา เชื่อว่า การโหวตในกรรมาธิการฯ จะไม่มีปัญหา น่าจะประสานงานและคุมสภาพได้

          ส่วนเรื่องการกำหนดไม่ให้ สสร. แตะต้องหรือแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์นั้น เขาเห็นด้วยและพรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วย และกรรมาธิการฯก็มีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน

          "เราต้องกำหนดให้ชัด ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อลดแรงกดดันจากฝ่ายต่าง ๆ"

          ส่วนเรื่องศาลหรือองค์กรอิสระนั้น เราคงไปกำหนดกรอบให้ สสร. ไม่ได้ เพราะการแก้ไขครั้งนี้เราต้องการที่จะแก้ปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจฝ่ายตุลาการมากเกินไป เกิดความไม่สมดุลกัน ในระบบถ่วงดุลอำนาจ ทำให้เกิดปัญหาตามมา

          ดังนั้น เรื่องดังกล่าวคงต้องมีการแก้ไข แต่เราจะไม่กำหนดกรอบให้ สสร. เพราะทำไม่ได้ หรือกำหนดกรอบเพื่อห้าม สสร. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ได้

 

เผยความเห็นผู้ตรวจฯ ชำแหละรายมาตราเจ้าปัญหา รธน. 50 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายงานของสำนักติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่ในการประเมินการใช้รัฐธรรมนุญฉบับปี 2550 พบว่า มีมากกว่า 30 ประเด็นที่เป็นปัญหา ประกอบด้วย 

          -มาตรา 29 ว่าด้วยการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ที่ไม่สามารถทำได้  เห็นว่า การตีความตามกฎหมายที่ไม่ได้ระบุขอบเขตทำให้เกิดการตีความที่ส่งผลต่อการบังคับใช้”

          -มาตรา 30 ว่าด้วยความเสมอภาคและสิทธิการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม  เห็นว่า ปัญหาการตีความ เช่น กรณีที่ฝ่ายการเมืองตีความตามตัวอักษร จึงเกิดวิธีคิดที่เกินเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อหวังผลทางการเมือง เห็นได้จากการเกิดขึ้นของนโยบายเรียนฟรี 15 ปีและเบี้ยคนชราเดือนละ 500 บาทเป็นต้น”

          -มาตรา 45 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น พูด เขียน พิมพ์ และโฆษณา สิทธิสื่อมวลชน  เห็นว่าวรรคท้ายของมาตรา 45 ที่ระบุห้ามไม่ให้รัฐให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของเอกชน เนื่องจากการสนับสนุนสื่อของเอกชนนั้น ไม่ได้ให้เป็นตัวเงิน แต่เป็นการซื้อโฆษณา อาจนำไปสู่การตีความว่าเป็นทรัพย์สินหรือไม่

          -มาตรา 47 ว่าด้วยองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่  เห็นว่าความเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะปัจจุบันไม่สามารถแยกหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ตออกจากกันได้

          -มาตรา 48 ว่าด้วยข้อห้ามไม่ให้นักการเมือง หรือ ตัวแทนนักการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการสื่อฯ  เห็นควรให้จำกัดความคำว่า “หุ้น” ให้ชัดเจน ว่าจำนวนเท่าใดที่จะถือว่าครอบงำหรือแทรกแซงกิจการสื่อฯ ได้

          -มาตรา 49 ว่าด้วยสิทธิการเรียนฟรี 12 ปีที่รัฐต้องจัดให้ทั่วถึงและเสมอภาค  เห็นว่าควรกำหนดให้ครอบคลุมการเรียนระดับอนุบาล, การศึกษาสายอาชีพ การเรียนในระดับประกาศนียบัตร

          -มาตรา 68 วรรคท้าย ว่าด้วย การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้า, กรรมการบริหารพรรค หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เห็นว่าเป็นการทำลายระบบพรรคการเมือง และทำให้เกิดนอมินีทางการเมือง และเป็นมาตรการที่ใช้ไม่ได้เพราะจะทำให้นักการเมืองในพรรคกลายเป็นหุ่นเชิด

          -มาตรา 111 ที่มาของ ส.ว.เลือกตั้ง  เห็นว่าระหว่างที่วุฒิสภาดำรงตำแหน่งและมีการเกิดใหม่ของจังหวัด ให้สามารถเปิดให้มีการเลือกตั้งส.ว.ได้ทันที

          -มาตรา 112 การเลือกตั้งส.ว. โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยเลือกจังหวัดละ 1 คน  เห็นว่าควรแก้ไขให้เหมาะสมกับสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัด

          -มาตรา 113 ว่าด้วยกรรมการสรรหา ส.ว.สรรหา  เห็นว่าควรเพิ่มจำนวนกรรมการสรรหาให้มาจากนักวิชาการ และเพิ่มช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา

          -มาตรา 114 ว่าด้วยการเสนอชื่อบุคคลให้เป็นส.ว.สรรหา โดยองค์กรต่างๆ  ควรจำกัดองค์กรที่ผ่านการรับรองตามกฎหมายและเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ

          -มาตรา 115 ว่าด้วยคุณสมบัติด้านการศึกษาผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ที่ระบุต้องไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า  เห็นว่าการกำหนดดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิของผู้มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี

          -มาตรา 117 ว่าด้วยระยะเวลาการดำรงตำแหน่องของส.ว. วาระละ 6 ปี  เห็นว่าควรกำหนดให้สั้นลง

          -มาตรา 122 ว่าด้วยการทำประโชน์ของส.ว.และส.ส.ฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย  ต้องกำหนดให้ชัดเจน

          -มาตรา 140 ว่าด้วยการพิจารณาพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ  การออกเสียงลงคะแนนร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.บ.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, พ.ร.บ.ป.การตรวจเงินแผ่นดินใช้หลักในมาตรา 140 หรือบทเฉพาะการตามมาตรา 302วรรคห้า

          -มาตรา 157 ว่าด้วยการถามกระทู้สดฝ่ายบริหารโดยส.ส.  เห็นว่าควรให้สิทธิ์นี้กับ ส.ว. และควรเพิ่มกำหนเวลาที่ให้นายกฯ หรือรัฐมนตรีที่ต้องมาตอบกระทู้สด

          -มาตรา 167 ว่าด้วยการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี  เห็นว่าควรให้สิทธิส.ว.มีบทบาทการพิจารณา เช่นเดียวกับส.ส.

          -มาตรา 168 ว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานรัฐสภา, ศาล  เห็นว่าหากระบุเช่นนั้นทำให้องค์กรไม่เป็นอิสระเพราะต้องรอการจัดสรรงบจากรัฐบาล

          -มาตรา 172 ว่าด้วยการเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกฯ  เห็นว่าควรพิจารณาให้เรื่องจำนวน ส.ส.ที่รับรองในการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ

          -มาตรา 173 ว่าด้วยกรณีที่สภาฯ ไม่เห็นชอบให้บุคคลถูกแต่งตั้งเป็นนายกฯ ให้ประธานสภาฯ นำรายชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนสูงสุดทูลเกล้าฯทูลกระหม่อนแต่งตั้ง   ควรกำหนดระยะเวลาการให้ความเห็นชอบนายกฯ

          -มาตรา 181 ว่าด้วยการดำรงอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีจนกว่ารัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ ต้องไม่ใช้อำนาจแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ, พนักงานรัฐ, รัฐวิสาหกิจ  เห็นว่าควรพิจารณาคำว่าพนักงานของรัฐวิสาหกิจ ที่หมายความถึงผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ กำหนดว่าผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ

          -มาตรา 184 ว่าด้วยการตราพระราชกำหนดกรณีฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง  เห็นว่าบทบัญญัติซับซ้อนมากเกินไป

          -มาตรา 185 ว่าด้วยการส่งและการตีความพระราชกำหนด  เห็นว่าบทบัญญัติซับซ้อนเกินไป

          -มาตรา 186 ว่าด้วยในระหว่างสมัยประชุม ถ้ามีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากร,เงินตราซึ่งต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์แผ่นดิน พระมหากษัตริย์ทรงตรา พ.ร.ก.ให้บังคับใช้ดังเช่น พ.ร.บ.ก็ได้  เห็นว่าควรกำหนดระยะเวลาของการนำเสนอพ.ร.ก.ต่อสภาฯ

          -มาตรา 190 ว่าด้วยการทำสนธิสัญญาที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตที่ต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภา  เห็นว่าควรเพิ่มขั้นตอนการทำสนธิสัญญาที่ยังขาดความสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

          -มาตรา 219 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรม  เห็นว่าการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องใช้องค์คณะพิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน และเห็นว่าควรเริ่มต้นที่ชั้นอุทธรณ์

          -มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมือง  เห็นว่าการยุบพรรคเป็นการละเมินสิทธิส่วนบุคคล เพราะคนที่ไม่ได้กระทำความผิดนั้นถูกลงโทษด้วย และกระทบต่อเสรีภาพการดำรงและกิจการทางการเมืองของพรรคการเมืองและสมาชิก อีกทั้งยังขัดหลักนิติธรรม เพราะกรรมการบริหารพรรคไม่มีสิทธิพิสูจน์หักล้าง

          -มาตรา250 ว่าด้วยหน้าที่ของป.ป.ช.  เห็นว่าการตีความและการบังคับใช้อำนาจการไต่สวนและวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในเรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

          -มาตรา 265 ว่าด้วยข้อห้ามของส.ส.และส.ว.  เห็นว่าในวรรคสาม ที่ระบุว่าต้องนำข้อห้ามใช้กับคู่สมรส,บุตรของส.ส.,ส.ว.นั้น ควรแก้ไขให้ครอบคลุมบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

          -มาตรา 266 ว่าด้วยการไม่ใช้สถานะของส.ว.,ส.ส. ไปก้าวก่าย,แทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนและพรรคการเมือง  เห็นว่าควรกำหนดความหมายประโยชน์ที่ชัดเจน

          -มาตรา 269 ว่าด้วยการไม่ถือครองหุ้น หรือ ไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นของนายกฯ และรัฐมนตรี ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน  เห็นว่า คำว่า ”ไม่คงไว้” ถือว่ากล่าวถึงหุ้นที่มีมาก่อนการเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ตามมาตรา 265 ไม่มีบัญญัติคำว่า “หรือไม่คงไว้” ดังนั้นหาก ส.ส.หรือ ส.ว.ที่ถือหุ้นมาก่อนการเข้าสู่ตำแหน่งเป็นหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะทำให้เกิดการขัดกันของกฎหมายและส่งผลให้มีความผิดต่อมาตรา 265 ทันที

          -มาตรา 271 ว่าด้วยการเข้าชื่อของส.ส., ประชาชนไม่น้อยกว่า 2หมื่นชื่อ เพื่อยื่นให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง  เห็นว่าควรแก้ไขในสัดส่วนของประชาชนจากไม่น้อยกว่า 2 หมื่น เป็นไม่น้อยกว่า 1หมื่นคน

          -มาตรา 280 ว่าด้วยอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมือง เห็นว่าอาจเกิดปัญหาในการไต่สวน เพราะประมวลจริยธรรมของแต่ละหน่วยงานนั้นบัญญัติไว้แตกต่างกัน

          -มาตรา 291 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ - เห็นว่า ควรมีการแก้ไขเพื่อเปิดทางให้มีส.ส.ร. เข้ามาปรับปรุงรัฐธรรมนูญ