ข่าว

'คณิต'ซัดรัฐลุกลี้ลุกรนแก้รธน.

'คณิต'ซัดรัฐลุกลี้ลุกรนแก้รธน.

28 ก.พ. 2555

'คณิต ณ นคร' ซัด รัฐบาลลุกลี้ลุกลน แก้ รธน. ระบุ ขยายปมความขัดแย้ง ศาลรธน. ดักคอการเมืองจ้องยุบ ชี้ ศาลฎีกามีคดีค้าง 4 หมื่นเรื่อง ด้าน คอป. ประมวลผล ก่อนปิดฉากครบ 2 ปี ภารกิจเรียกสติทั้งชาติ

          นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล อย่างลุกลี้ลุกลน โดยไม่รอพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ประชาชนยื่นเสนอ เชื่อว่า จะกลายเป็นปัญหา และถือว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ขยายผลไปสู่ความขัดแย้งได้ เพราะถือว่า ไม่มีความเป็นธรรมกับประชาชน

          ส่วนข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนตัวเลข สสร. นั้น นายคณิต กล่าวว่า ยังไม่เห็นหลักการที่แท้จริง แต่คิดว่า คงเป็นเพียงประเด็นทางการเมืองเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับทางกฎหมาย ซึ่งเขาไม่สามารถให้ความเห็นได้

 

พท. รับได้ เพิ่มสัดส่วน สสร.

          ด้าน นายพีรพันธุ์  พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. กล่าวถึงข้อเสนอของวุฒิสภา ที่ให้เพิ่มจำนวนของ สสร. จากการเลือกตั้ง 77 คน เป็น 150 คน ว่า เป็นสัดส่วนที่พอรับได้

          นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าว พรรคเพื่อไทยได้หารือ และเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับจำนวนประชากร และจะนำเสนอต่อที่ประชุมกรรมาธิการฯ เพื่อหารืออีกครั้ง เพราะหากเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ต้องมาพิจารณาถึงหลักการ ที่มา ของ สสร. ตามจำนวนที่เปลี่ยนแปลง

          "เบื้องต้น หากยึดจำนวนประชากรแล้ว ต้องนำมาคำนวณเพื่อหาจำนวนสสร.ในแต่ละพื้นที่อีกครั้ง และคิดเทคนิคการลงคะแนนเลือกตั้งให้เหมาะสม เช่น หากกรรมาธิการฯ ได้ข้อสรุปว่า จะให้มีสสร. จำนวน 150 คน ต้องนำมาหารกับจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ถึงจะออกมาเป็นจำนวน สสร.ในแต่ละจังหวัด จากนั้นจะกำหนดการลงคะแนนให้เหมาะสมอีกครั้ง"

          นายพีรพันธุ์ ยังยกตัวอย่างว่า หากหารจำนวนประชากรแล้ว ผลออกมาว่า กทม. ได้จำนวน สสร. 4 คน ก็ต้องกำหนดวิธีลงคะแนนเลือกตั้งอีกครั้งว่า จะให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เลือกได้กี่เบอร์ หากกำหนดว่า ให้เลือกได้ 4 เบอร์ ในจังหวัดอื่นที่มีจำนวน สสร.น้อยกว่า อาจจะมองได้ว่า ไม่เป็นธรรม สำหรับคนในกลุ่มจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งเบื้องต้น อาจใช้วิธีกาได้แค่ 1 เบอร์ และนำผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 4 คนแรก เข้ามาเป็น สสร. เป็นต้น

 

ศาลรธน. ดักคอการเมืองจ้องยุบ ชี้ ศาลฎีกามีคดีค้าง 4 หมื่นเรื่อง

          แหล่งข่าวจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ เสนอให้ยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ โดยเปิดเป็นแผนกคดีในศาลฎีกาว่า เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง ที่จะพิจารณาว่า จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่เป็นแผนกคดีในศาลฎีกาหรือไม่

          "เป็นที่ทราบในวงการศาลยุติธรรมในขณะนี้ ศาลฎีกาเป็นคดีที่ค้างกว่า 40,000 เรื่อง ซึ่งเป็นคดีที่สะสมมานานแล้ว การจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่ในศาลฎีกาจะเป็นการเพิ่มคดีให้ศาลฎีกาหรือไม่"

          แหล่งข่าวจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ซึ่งมีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญสามารถพิจารณาคดีที่ค้างอยู่ในภายในสำนักงานในปี 2555 ลดเหลือเพียง 30 เรื่องเท่านั้น จากเดิม ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคดีค้างเมื่อสิ้นปี 2553 จำนวน 70 เรื่อง และสิ้นปี 2554 มีคดีค้าง 37 เรื่อง

          ทั้งนี้ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนี้ มีเพียงการพิจารณาในเรื่องความเป็นสมาชิกภาพส.ส. และล่าสุดก็เพิ่งวินิจฉัย พรก. 2 ฉบับ และคดีอื่น ๆ เท่านั้น ดังนั้น การจะให้ยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ก็ควรเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง ซึ่งจะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว

          แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน ก็เคยได้ยินแนวคิดจากฝ่ายการเมืองว่า มีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ยุบหรือเลิกศาลรัฐธรรมนูญ และให้ยุบไปรวมอยู่ในแผนกคดีรัฐธรรมนูญของศาลฎีกา เพื่อวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีนานแล้ว

 

'สดศรี' ให้เขียนบทเฉพาะกาล ยัน ไม่มีปัญหาพ้นตำแหน่ง

          นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เรียกร้องให้กกต.และองค์กรอิสระแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง หลังยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จว่า การพ้นจากตำแหน่งขององค์กรอิสระ สามารถที่จะยกร่างไว้ได้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ว่า ให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อใด ซึ่งเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ขณะนั้น กกต.จะเหลือวาระเพียง 1 ปี แต่ก็ยกร่างไว้ในบทเฉพาะกาล ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเริ่มต้นใหม่ จนครบวาระตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

          "ขณะนั้น กกต.เหลือเวลาเพียง 1 ปีกว่าเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้ต่อวาระได้ โดยให้เป็นกกต.ให้อยู่วาระจนครบ 7 ปี หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ก็ให้อยู่จนครบ 9 ปี แต่กรณีให้องค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่งทันทีได้นั้น จะต้องระบุไว้บทเฉพาะกาล เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับก็ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้นยุติลงไปและสรรหากันใหม่"

          นางสดศรี กล่าวว่า ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ให้กกต.แสดงสปิริต ลาออกจากตำแหน่งทันที ก็ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า จะให้ลาออก เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และหากจะให้ลาออกก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีผลบังคับใช้ โดยให้กกต.แสดงสปิริตนั้น ก็ยังไม่มีกฎหมายระบุไว้ ถามว่า แล้วใครจะมาทำประชามติ เพราะกกต.ชุดนี้ต้องอยู่เพื่อ 1.จัดการเลือกตั้ง สสร. และ 2.จัดการออกเสียงประชามติ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

          "การทำประชามติ กกต. 5 คน จะต้องอยู่ในตำแหน่งก่อน เพื่อทำประชามติ ดังนั้น ไม่ต้องรีบร้อน ถ้าต้องการให้กกต.ลาออก ก็ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญไว้เลยในบทเฉพาะกาล ให้กกต. ปปช. หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ พ้นวาระทันทีที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ก็จะทำให้กกต.พ้นไปอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาบอกให้กกต.แสดงสปิริต เพราะไม่มีกฎหมายว่าไว้"

          นางสดศรี กล่าวว่า ตราบใดที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลใหม่ไว้ ก็จะทำให้กกต.อยู่ได้ตลอดจนครบวาระ หากให้กกต.ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ ก็ไม่มีปัญหา และปปช.ก็ยังมีวาระเหลือต่ออีกเยอะ หากจะให้หมดวาระก็ต้องเขียนบทเฉพาะกาลไว้ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะพ้นไปตามกฎหมาย

 

คอป. ประมวลผล ก่อนปิดฉากครบ 2 ปี ภารกิจเรียกสติทั้งชาติ

          นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) กล่าวถึงการทำงานเพื่อสร้างความปรองดองก่อนที่คอป.จะครบกำหนดกรอบเวลาการทำงาน 2 ปี ในเดือนก.ค.นี้ ว่า คอป.ต้องค้นหาถึงสาเหตุขัดแย้ง ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นและเสนอแนะทางออกในเชิงโครงสร้าง และเสนอแนะในเรื่องการเยียวยาไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

          ส่วนเรื่องการเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้น ยังต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ และถือเป็นเทคนิคที่สำคัญมากต่อผลสำเร็จของคอป. เพราะการเปิดเผยข้อเท็จจริง โดยไม่มีความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น อาจไม่นำไปสู่การปรองดอง การเปิดเผยข้อเท็จจริงต้องควบคู่ไปกับการทำให้ประชาชนเห็นว่า ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น จะมองมิติเดียวว่า คนที่ทำแบบนี้สมควรถูกประณามไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชนที่มาต่อต้านรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ที่มารักษาความสงบเรียบร้อย ทุกคนต่างก็มีที่มา ซึ่งคอป.จะเร่งทำงานเพื่อเสนอรายงานต่อรัฐบาลภายในเดือนก.ค.นี้

          อย่างไรก็ตาม เมื่อครบกำหนดการทำงาน 2 ปี กรรมการคอป.จะหารือร่วมกันว่า ยังมีความจำเป็นต้องมีคอป.ต่อไปอีกหรือไม่ เพราะคอป.คงไม่ทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่ในสังคมช่วงเปลี่ยนผ่านควรหรือไม่ ที่จะต้องมีองค์กรที่เป็นที่น่าเชื่อถือ และสามารถโน้มน้าวให้คนเดินไปในทางที่ถูกต้อง โดยไม่เกิดความหวาดระแวง และทำลายฝ่ายตรงข้ามเพียงเพราะเกิดความกังวล คอป. จึงมองว่า การสร้างความปรองดองเป็นภาระของคนทั้งชาติ เพราะคอป.เป็นเพียงองค์กรเล็กๆ เนรมิตอะไรไม่ได้

          นายกิตติพงษ์ กล่าวถึงการประเมินผล จากการเดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างความปรองดองของนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และ นายมาร์ตติ อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ ว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเห็นตรงกันว่า ความขัดแย้งในประเทศไทย ยังไม่ถึงขั้นบาดหมางลงลึกขาดแก้ไขได้ยาก เพราะไม่ใช่ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา จึงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง และประคองสถานการณ์ไม่ให้ความขัดแย้งกลับมาและไปสู่ความรุนแรง

          "ผู้นำทางการเมืองของประเทศ รัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงผู้มีบทบาทหลักของไทย สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ หากมองผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน มองประโยชน์ประเทศเหนือประโยชน์การเมือง ผู้นำต้องเสียสละเพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง การปรองดองไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ของรัฐสภา หรือคู่กรณีความขัดแย้งเพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นสังคมทั้งหมดเดือดร้อน การนำไปสู่การปรองดองทุกฝ่ายจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่คอป.ต้องนำข้อเสนอแนะไปปรับให้เป็นการปฏิบัติ"

          นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า เขาถูกถามมากว่า เอาต่างชาติมา จะรู้ดีกว่าคนไทยได้อย่างไร แต่สาเหตุที่เอาต่างชาติเข้ามา ก็เพื่อตรวจสอบกระบวนการของเราว่า เป็นมาตรฐานสากลหรือไม่ ต้องปรับอะไรอย่างไร เพราะเราต้องสื่อไปยังต่างชาติว่า เรามีกระบวนการแก้ไขที่ทำเองได้ ซึ่งนายโคฟี่ ได้ย้ำหลายครั้งว่า ผู้นำการเมืองของไทย เปลี่ยนแปลงประเทศได้ คือรักประเทศไทยให้มากหน่อย รักตัวเองให้น้อย ทุกฝ่ายต้องให้คามสำคัญ ไม่ควรทำบางเรื่องให้เป็นการเมืองไปทั้งหมด

          "เรื่องแบบนี้ คนอาจมองว่า ไม่ต้องเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูด เรารู้ดีอยู่แล้ว แต่การที่ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนนอก ยังเห็นตรงกัน อาจทำให้คนไทยต้องมาฉุกคิดว่า เราเสียเวลามามากพอหรือยัง ไทยอาจกลับมาเป็นประเทศที่มีศักยภาพแข่งขันได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ”

          นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ความขัดแย้งยังมีอยู่ และมีการขยายประเด็นใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่ความหวาดระแวงและความกังวลของฝ่ายต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การกลัวจะปฏิวัติ หากถามว่า คอป.จะทำอะไรได้กับสถานการณ์อย่างนี้ ซึ่งไม่ง่ายนักที่คอป.จะสร้างความปรองดอง ในขณะที่หลายฝ่ายไม่ได้ตระหนักว่า จำเป็นต้องปรองดอง

          "สิ่งที่พอทำได้คือการบอกว่า มันจะหายนะแน่ ถ้าเราไม่ตระหนัก รัฐบาลในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ ต้องระวังในการถูกมองว่า เป็นผู้ชนะแล้วใช้ความยุติธรรมของผู้ชนะ ฝ่ายค้านหรือทุกฝ่ายที่อาจไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ก็ต้องประคับประคองสาถานการณ์"

          นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามสถานการณ์ไปให้ได้ ซึ่งข้อเสนอเรื่องการเยียวยา มั่นใจว่า เป็นข้อเสนอที่ถูกต้องว่า ทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ต้องได้รับการเยียวยา โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงของบุคคล  แต่การนำไปใช้ ต้องนำไปใช้ด้วยความรอบคอบ ทุกเรื่องต้องมีคำอธิบายว่า เงินมาจากตรงไหน ทำไมถึงตั้งมูลค่าเช่นนั้น การนำไปใช้ไม่ได้เลือกปฏิบัติ และไม่ใช่กระบวนการเยียวยาเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

          ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยากไปไหม ถ้าจะเรียกร้องผู้นำการเมือง เห็นแก่ประโยชน์บ้านเมืองมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ถ้าทุกคนมีสติ และดูความเป็นจริงว่า อะไรเกิดขึ้นในสังคมโลก และมีสติให้รู้ว่า ขณะนี้กำลังจะเกิดอะไรขึ้น จะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศไทยตกสู่วังวนปัญหา ถ้ามีสติและมองไปข้างหน้าก็จะเห็น

          ทั้งนี้ มีคนเสนอให้คอป.ทำปรากฏการณ์ให้คนเห็นภาพ ถ้าเรายังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดอะไรขึ้น ในอาเซียนเราเคยไปเป็นผู้นำ แม้จะยังอยู่ในระดับต้น แต่ก็มีคนมาหายใจรดต้นคอ และพร้อมจะแซงไปข้างหน้า เขามีความพร้อม มีความนิ่งทางการเมือง ขณะที่เราไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ทะเลาะกันเอง ขาดสามัคคี จนไม่สามารถทำให้การลงทุนกลับมาได้

          “ที่น่าห่วงมากกว่า คือ เมื่อมีการแยกข้างกันชัดเจน ประชาชนสามารถเลือกจะเสพสื่อตามที่ต้องการได้ ทั้งอินเตอร์เนต วิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊คที่ทำให้เลือกรับข้อมูลจากคนเฉพาะกลุ่ม เมื่อรวมเข้ากับการรณรงค์สร้างความเกลียดชังระหว่างกัน หากไม่ระวังอาจนำไปสู่การอยู่ร่วมกันไม่ได้ จึงอยากให้ย้อนมองว่า ทำไมเราทำไปอย่างนั้น ทั้งที่ไม่มีอะไรบาดหมางกันเลย"

          นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นประเด็นที่อยากเรียกร้องจากทุกคนในสังคม ถ้าเสียงของคนที่มองประโยชน์ประเทศขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ จะทำให้ไทยมีโอกาสปรองดองมากขึ้น ดังนั้น การสร้างความปรองดองในประเทศ จะมองว่า ยากก็ยาก มองว่า ง่ายก็ง่าย ถ้ามองผลประโยชน์ของประเทศ อยู่เหนือประโยชน์ตัวเองก็ง่าย

          นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า คอป.ไม่มีจุดยืนว่า ควรหรือไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ แต่ในบรรยากาศหวาดระแวง แม้การแก้รัฐธรรมนูญ อาจมีเจตนาดี ให้การปรับปรุงประชาธิปไตย แต่ในช่วงความขัดแย้งสูง แม้เป็นกลไกที่ถูกต้องเหมาะสม ก็อาจเกิดความหวาดระแวงได้ ซึ่งประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญยังไม่ตกผลึก เป็นทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ รวมถึงจุดยืนเกี่ยวกับมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งนำนำไปสู่ข้อถกเถียง โดยไม่มีสติ ทั้งที่จริงแล้ว การภักดีคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีข้อโต้แย้งจากฝ่ายใด แต่บรรยากาศความหวาดระแวง ทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา