
อุโมงค์นิรภัยสู้วิกฤติน้ำท่วมโลก
อุโมงค์นิรภัย...สู้วิกฤติน้ำท่วมโลก : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เจ้าของบ้าน 4 ล้านหลัง ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คงอยากจะร้องไห้ เมื่อนักวิชาการและเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงานออกมาเตือนเสียงเข้มว่า หน้าฝนของปี พ.ศ 2555 จะเกิดน้ำท่วมอีกครั้ง!
แม้ยังไม่มีคำยืนยันที่ชัดเจนจากรัฐบาล แต่หลายคนสั่งให้ช่างที่กำลังซ่อมแซมบ้านหยุดชั่วคราว เพราะไม่รู้จะซ่อมไปทำไมในเมื่อน้ำกำลังจะท่วมอีกครั้งในไม่กี่เดือนข้างหน้า บางคนถึงกับเสียสละปล่อยชั้น 1 ของบ้านเป็นพื้นที่รับน้ำเต็มๆ และขึ้นไปยึดชั้น 2 เป็นห้องครัวและห้องรับแขกแทน
ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำท่วม ย้ำเตือนผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่า ช่วงกลางปีนี้จนถึงปลายปี มีแนวโน้มว่าฝนจะตกน้อยกว่าปกติ แต่จะมีพายุหลายลูกพัดเข้าสู่ไทย ถ้าโดนพายุเต็มๆ หลายพื้นที่จะโดนน้ำท่วมไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว จึงอยากเตือนรัฐบาลให้รีบทำแผนระยะสั้นและระยะยาว ที่เร่งด่วนสุดคือ การขุดลอกคูคลองรวมถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้า สอดคล้องกับ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่า หลังใช้โมเดลวิทยาศาสตร์วิเคราะห์อย่างละเอียดพบในปี 2555 ประเทศไทยจะถูกพายุ 3 ลูกพัดกระหน่ำ เป็นพายุรุนแรง 1 ลูก ส่วนอีก 2 ลูกจะพัดผ่านทำให้ฝนตกหนัก
หน่วยงานรัฐหลายแห่งเริ่มตื่นตัวรับมือน้ำท่วมครั้งใหม่ แต่ผลสำรวจของสำนักเอแบคโพลล์ สอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างประชากร 2,600 คนจาก 17 จังหวัด ว่ามีความมั่นใจต่อมาตรการรับมือน้ำท่วมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่าได้คะแนนเพียง 5.28 จากคะแนนเต็ม 10 แสดงว่าชาวบ้านยังไม่ค่อยมั่นใจ หากเป็นระดับผู้บริหารองค์กรเอกชนแล้ว ส่วนใหญ่ยืนยันว่าคงหาหนทางช่วยตัวเอง อย่าหวังพึ่งรัฐฝ่ายเดียว
"ปรานต์ สยามวาลา" นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI) กล่าววิเคราะห์ใน "งานประชุมสัมมนาเพื่อป้องกันภัยพิบัตินานาชาติ ครั้งที่ 1" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น กำลังจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะสาเหตุหลายประการ เช่น อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1-2 องศา เช่น ประเทศไทยเคยมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุด 38 องศา แต่ทุกวันนี้อยู่ประมาณ 44 องศา ใน 20 ปีข้างหน้าคาดว่าจะสูงถึง 50 องศา นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลก จากที่ไม่ควรเกิน 300 พีพีเอ็ม (PPM) ปัจจุบันมีอยู่ 390 พีพีเอ็มและกำลังจะพุ่งไปเป็น 450 พีพีเอ็มในอีก 20 ปีข้างหน้า
"สาเหตุเหล่านี้ทำให้ทั่วโลกเกิดความแปรปรวน หิมะตกหนัก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเหล่านี้คงต้องช่วยกันรับมือทั้งรัฐและเอกชน หากดูแค่พื้นที่ กทม.จะเห็นเลยว่าพื้นดินเป็นดินอ่อน เหมือนเยลลี่ ถ้ามีภัยธรรมชาติอะไรเกิดขึ้นจะโดนหนักสุด วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเตรียมผลิตสินค้าเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติทุกอย่าง ในต่างประเทศมีการวิจัยและผลิตสินค้าเหล่านี้อย่างจริงจังมาหลายปีแล้ว เช่น ผนังป้องกันน้ำท่วม บ้านลอยน้ำ ฯลฯ เทคโนโลยีเหล่านี้เมืองไทยยังไม่เริ่มค้นคว้าวิจัย อยากให้ดึงศักยภาพของผู้ผลิตเมืองไทยมาสร้างสรรค์สินค้าป้องกันและรับมือภัยธรรมชาติเหล่านี้ ผมเชื่อว่าดีมานด์หรือความต้องการของตลาดมีเยอะ เพราะประชาชนต้องการสั่งซื้อมาป้องกันตัวเอง แต่ภาคธุรกิจยังไม่ได้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ออกมาวางขาย พอเกิดปัญหาค่อยสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ วันนี้เราควรเริ่มศึกษาวิจัยต่อยอดสินค้าจากประเทศที่เชี่ยวชาญ" ปรานต์กล่าวแนะนำ
ในงานสัมมนาดังกล่าวมีการนำสินค้าป้องกันภัยพิบัติของประเทศต่างๆ มาแสดงโชว์รวมถึงผู้ผลิตในไทยด้วย เช่น บริษัทเฮสโค แบสชั่น จำกัด ซึ่งมีชื่อเสียงด้านผลิตอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมจากอังกฤษ ได้นำเสนอ "กำแพงเฮสโค" ที่ผลิตจากเส้นใยพิเศษพร้อมด้วยการทำเส้นโครงโลหะเป็นรูปตาข่าย สามารถนำมาวางต่อกันได้หลายรูปแบบ เพียงแต่นำทรายใส่เข้าไปตรงกลางก็สามารถกลายเป็นกำแพงป้องกันน้ำท่วมได้ หน่วยงานทหารของหลายประเทศใช้กำแพงเฮสโคป้องกันภัยต่างๆ สนนราคาประมาณ 4 หมื่นบาทต่อความยาว 10 เมตร
"อิทธินนท์ ทองเพ็ชร" วิศวกรฝ่ายเทคนิค บริษัทเทนาคาต้า จีโอชินเทติคส์ (ประเทศไทย) เล่าว่า ปัญหาน้ำท่วมทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งหลายแห่ง การตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติทำคันกั้นน้ำแบบใดนั้น ต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่ง "ถุงไส้กรอกทรายยักษ์" ที่ผลิตจากผ้าไฟเบอร์พิเศษ ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นและยาวตั้งแต่ 15-120 เมตร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่
ด้าน "สุรศักดิ์ คุณานันทกุล" ผู้บริหารบริษัทสยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ผลิตสิ่งก่อสร้างแบบน็อกดาวน์ป้องกันภัยพิบัติส่งออกขายนานาชาติมานานหลายปี เล่าว่า สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงปีที่ผ่านมา ทำให้ทีมวิศวกรต้องหันมาผลิตสินค้าแบบเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น เรือ บ้านลอยน้ำ สุขาลอยน้ำ ฯลฯ และยังมีอาคารลอยน้ำ สนนราคาไม่แพงมากประมาณ 2-4 แสนบาท พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า
"เมืองนอกผลิตสิ่งก่อสร้างฉุกเฉินมานานแล้ว นำวัสดุพิเศษหนาแน่นทนทานมาใช้ ทั้ เหล็ก เส้นใยไฟเบอร์ เซรามิก ฯลฯ แต่คนไทยเพิ่งเริ่มต้น ตอนนี้เรากำลังผลิตสินค้าตัวใหม่ เป็นห้องอุโมงค์ฉุกเฉินฝังใต้ดิน เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติทุกประเภท แม้กระทั่งกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ สามารถอยู่หลบได้นานหลายเดือน หลายประเทศสร้างห้องใต้ดินแบบนี้เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินราคาหลายสิบล้านบาท สยามสตีลเพิ่งเริ่มผลิตอุโมงค์ตัวอย่างขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนนี้ ถือเป็นช่วงทดลองและกำลังคำนวณต้นทุนการผลิต" สุรศักดิ์กล่าว
"อุโมงค์นิรภัย" เมดอินไทยแลนด์
"อ.ปิยะชีพ วัชโรบล" ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ หนึ่งในทีมงานสร้างอุโมงค์นิรภัย เล่าว่า ขนาดพื้นที่ด้านใน 3.6 x 6 เมตร อยู่ได้ประมาณ 8 คน สร้างโดยใช้ประตูเหล็กหนาแบบที่ใช้ในเรือดำน้ำ มีระบบออกซิเจน หากจำเป็นจริงไม่ต้องเปิดระบบรับอากาศจากภายนอกได้ 3 วัน แต่ถ้าอากาศภายนอกไม่เป็นพิษก็อยู่ได้หลายเดือนแล้วแต่ว่ามีอาหารสะสมไว้มากน้อยแค่ไหน พื้นที่วางอุโมงค์ต้องเป็นบ้านที่มีสวนด้านข้าง แล้วขุดลงไปอย่างน้อย 8 เมตร วางอุโมงค์ที่มีความสูง 3 เมตร แล้วเทปูนทับ 1 เมตร ก่อนฝังดินทับหนาอีก 4 เมตร มีบันไดฉุกเฉินเข้าออกได้ 2 ช่องทาง
ตัวแทนเครือข่ายรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินภาคประชาชนเล่าถึงความเป็นมาในการออกแบบอุโมงค์หลบภัยใต้ดินว่า องค์กรนาซาสร้างห้องนิรภัยแบบนี้ไว้หลากหลายรูปแบบ เพราะคำนวณว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเกิด "โซลาร์แฟร์" (solar flare) หรือ "เปลวสุริยะ" จากดวงอาทิตย์พุ่งตรงมายังโลก เนื่องจากแกนขั้วโลกพลิกกลับขั้ว หมายถึง ขั้วโลกเหนือจะพลิกมาอยู่ขั้วโลกใต้ ช่วงเวลานั้นโลกจะไม่มีพลังสนามแม่เหล็กออกมาป้องกันรังสีต่างๆ ทำให้พลังความร้อนสูง ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายฉับพลัน อาจเกิดหายนะน้ำท่วมทั่วโลกและสารกัมมันตรังสีจากดวงอาทิตย์จะกระจายออกไปทั่ว ดังนั้นห้องนิรภัยใต้ดินในอนาคตต้องป้องกันภัยได้ทุกชนิด แม้กระทั่งเปลวสุริยะจากนอกโลก
.........
(หมายเหตุ : อุโมงค์นิรภัย...สู้วิกฤติน้ำท่วมโลก : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



