ข่าว

กมธ.หนุนเพิ่มสสร.150คน

กมธ.หนุนเพิ่มสสร.150คน

28 ก.พ. 2555

ส.ว. เผย พท. หนุนเพิ่ม สสร. เป็น 150 คน 'อุดมเดช' เปิดทาง พร้อมรับฟังให้ปชช.มีส่วนร่วม 'สมชัย' ค้าน สสร.จังหวัดละ 1 คน ปิ๊ง เลือกนายกฯทางตรง แก้ส.ส.ต่อรอง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ... ฝั่งของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้หารือถึงกรอบการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แล้ว โดยเสียงส่วนใหญ่ สนับสนุนให้มีการแก้ไขเนื้อหา เรื่องจำนวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ส่วนของเลือกตั้ง ให้มีจำนวนประมาณ 150 คน จากเดิมที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับระบุตรงกันว่า ให้มีเพียง 77 คน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับเวลาการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ ของ สสร.จากเดิม 18 วัน เป็น 9 เดือน-1 ปี

          นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม ในฐานะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า เหตุที่ส.ว.ต้องการปรับจำนวนของสสร. ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและหลากหลาย ของบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สสร. เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

          "ประเด็นดังกล่าว กรรมาธิการฯฝั่งพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร , นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว , นายอุดมเดช รัตนเสถียร ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้"

          ส่วนการประชุมกมธ.รัฐธรรมนูญนัดแรก วันที่ 29 ก.พ.55 ที่จะมีการเลือกประธาน และ รองประธานกรรมาธิการฯ รวมถึงตำแหน่งที่สำคัญนั้นอ นายสมชาติ กล่าวว่า เขาได้รับการทาบทามจากส.ว. ให้นำชื่อเสนอต่อที่ประชุม เพื่อเป็นรองประธานกรรมาธิการฯด้วย

          ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้เพิ่มจำนวน สสร. แต่ยังคงกังวลในประเด็น สสร. ที่เป็นนอมินีของพรรคการเมืองในพื้นที่ เนื่องจากผู้สมัครต้องใช้ฐานเสียงของพรรคการเมือง ที่มีฐานเสียงในพื้นที่

          อย่างไรก็ตาม มองว่า การเลือกตั้ง สสร.เข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงหนีไม่พ้นเพื่อประโยชน์ของพรรคเพื่อไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ

          “ผู้สมัคร สสร. ต้องใช้เงินหาเสียง ประมาณคนละ 3 ล้านบาท ในการหาเสียง 60 วัน จากนั้นเข้ามาทำงาน 6 เดือน เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนโดยเฉลี่ย จะได้แค่ 6 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่า ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา ดังนั้น จึงเป็นไม่ได้ ที่จะได้สสร.ที่เข้ามาทำเพื่อประโยชน์ประเทศ”

          สำหรับข้อเสนอต่อการแก้ไขมาตรา 291 จากต้นร่างแก้ไขของรัฐบาลนั้น เขาเห็นว่า มี 2 ประเด็น คือ 1.ไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ และ 2.ห้ามรัฐสภาก้าวก่ายการทำงานของกระบวนการยุติธรรม และศาล รวมถึงองค์กรอิสระ

          ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ก.พ.55 จะมีการนัดประชุม เพื่อวางกรอบการทำงาน และเลือกประธาน รองประธานกรรมาธิการ โดยการคัดเลือกดังกล่าว จะยึดตามประเพณีปฎิบัติ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่สำคัญ โดยโควต้าประธานกรรมาธิการฯ ต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย

          ทั้งนี้ เบื้องต้นได้พิจารณาบุคคลที่เหมาะสม ซึ่งมีพื้นฐานทางการด้านเมืองและแก้ไขรัฐธรมนูญแล้ว ได้แก่ นายพีรพันธุ์ พาลุสุ ส.ส.ยโสธร , นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย และนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส. แพร่

          ส่วนตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการ เบื้องต้นจะมี 4 คน ซึ่งเป็นโควต้าของพรรคการเมืองและ ส.ว. ที่เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการฯ ได้แก่พรรคเพื่อไทย, พรรคชาติพัฒนา, พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.

          สำหรับ โควต้าพรรคชาติไทยพัฒนานั้น ได้มีการเสนอชื่อ นายชุมพล ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว

          “กรอบการพิจารณานั้น เบื้องต้นอาจใช้เวลา 45-50 วัน และอาจจัดการประชุม 2 วันต่อสัปดาห์ คือ วันจันทร์และวันอังคาร”

          ขณะที่ นายอุดมเดช กล่าวว่า วันนี้ ยังยืนยันตามแนวทางเดิม ที่ได้ยื่นร่างต่อประธานสภาไว้ แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอต่าง ๆ ของหลายฝ่าย เพราะเราตั้งใจที่จะให้มี สสร. ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดอย่างแท้จริง ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ คงต้องขอฟังรายละเอียดที่จะพิจารณากันในชั้น กรรมาธิการก่อน

 

“สมชัย” ค้าน สสร.จังหวัดละ 1 คน แนะคำนวณประชากร

          นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า การจัดการเลือกตั้ง สสร. ต้องดูว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจกกต. จัดการเลือกตั้ง ตามระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้ง หรือให้ออกระเบียบเพื่อให้อนุโลมในการจัดการเลือกตั้ง สสร.หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยกับการมีสสร.จังหวัดละ 1 คน เพราะมองว่า ควรให้สสร.มีที่มาจากการคำนวณประชากรมากกว่า

          ทั้งนี้ หากให้กทม.และจ.ระนอง มี สสร. จังหวัดละ 1 คนเท่ากัน เขาไม่เห็นด้วย เพราะหลักประชาธิปไตยโดยทั่วไป ไม่ได้ดูที่พื้นที่ แต่จะดูที่จำนวนประชากร ดังนั้นการจะนำเอาจังหวัดเป็นตัวตั้ง โดยมีสสร.จังหวัดละ 1 คนคงไม่ได้

          นอกจากนี้ เขายังไม่เห็นด้วย กับการห้ามไม่ให้บุคคลที่อยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จากคำสั่งยุบพรรคการเมือง มาเป็น สสร. เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ ต้องโทษด้วยคดีทางการเมือง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ มีความรู้และประสบการณ์ทางการเมือง ที่จะมายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

          "ผมไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสิทธิข้อห้ามตรงนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรเปิดกว้างให้ทุกคนมายกร่าง เพราะรัฐธรรมนูญบังคับใช้กับทุกคน แต่ไม่ใช่การมายกร่างเพื่อมาปกป้องคนชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง"

          สำหรับ กรอบเวลาในการจัดการเลือก สสร. จำนวน 90 วัน ถือว่า ไม่มากหรือน้อยเกินไป และงบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง น่าจะน้อยกว่าการเลือกตั้งส.ส. โดยอาจจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งโดยส่วนตัว เห็นว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะใช้เวลาที่นานกว่า 180 วัน และหากมีกระแสคัดค้านในกรณีดังกล่าว เราก็ควรประณามคนที่คัดค้าน เพราะจะทำให้เกิดวิกฤตความขัดแย้งรอบใหม่อีก ซึ่งการคัดค้านสามารถทำได้ แต่ควรอยู่ภายใต้กรอบกติกา

          นายสมชัย ยังเสนอว่า ในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ น่าจะมีการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับการตัดสินคดีแพ่งและคดีปกครอง ซึ่งเห็นว่า ควรรื้อคดีแพ่งและคดีทางปกครอง ในกรณีที่ศาลตัดสินด้วยความคลาดเคลื่อนและไม่เป็นธรรม มาพิจารณาใหม่ ซึ่งสามารถให้มีการรื้อฟื้นคดีเหล่านี้ได้ โดยให้กระทำด้วยการยื่นคำขอต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งผู้ที่ยื่นจะต้องแสดงหลักฐานถึงกรณีที่ศาลตัดสินคลาดเคลื่อน และต้องยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพียงผู้เดียวเท่านั้น

          ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะวินิจฉัย และยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง รื้อฟื้นคดีขึ้นมาเพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพื่อจะได้เป็นการถ่วงดุลอำนาจของศาลได้

          "รัฐธรรมนูญฉบับเดิม จะให้ศาลอาญารื้อฟื้นคดีได้ในกรณีที่ผู้ร้องมีหลักฐานใหม่ แต่โดยปกติศาลจะไม่กลืนน้ำลายตัวเอง ในกรณีที่ศาลเคยตัดสินคดีไปแล้ว แต่สำหรับคดีแพ่งและคดีปกครองของเดิม ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีขี้นมาพิจารณาใหม่ได้"

 

ปิ๊ง เลือกตั้งนายกฯโดยตรง ชี้ ป้องกันส.ส.ต่อรอง

          นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงนั้น จะทำให้ ส.ส.ไม่สามารถต่อรอง ในการโหวตเลือกนายกฯในสภาได้

          "ถ้ายึดหลักการนี้ โดยให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง ปัญหาในการต่อรองของส.ส.ในการเลือกนายกฯในสภาก็จะจบลง"

          ส่วนที่มีการกลัวว่า การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง จะพัฒนาเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น นายสมชัย กล่าวว่า การเลือกนายกฯโดยตรง ไม่มีในระบบรัฐสภาและบ้านเรา แต่ของเราก็ปฏิบัติโดยให้ผู้แทนเลือกนายกฯ หากจะมีการแก้ไข ก็ควรมีการปรับปรุง เพื่อไม่ให้มีการต่อรอง ในการเลือกนายกฯในระบบ