
ซิกส์ตี้
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ซิกส์ตี้ : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ซิกส์ตี้ มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Sixty แปลว่าหกสิบ แต่ในความหมายที่คนทั่วไปรู้จักกัน หมายถึงเพลงและแฟชั่นที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในช่วงราวปี ค.ศ.1960 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของวงการเพลงสากล เพราะมีความหลากหลายในเนื้อร้องและท่วงทำนองที่ไพเราะ
ทั้งเพลงและแฟชั่นจากยุคซิกส์ตี้ นอกจากจะได้รับความนิยมอย่างยาวนานแล้ว ยังหวนกลับมาได้รับความนิยมอีกหลายรอบหลายครั้งทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก จนได้รับคำนิยามว่าเป็นเพลงและแฟชั่นที่ไม่มีวันตาย ซึ่งเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งนอกจากจะเป็นเพราะเพลงและแฟชั่นมีความโดดเด่นในตัวเองแล้ว อาจจะเป็นเพราะเด็กที่กำลังเติบโตในยุคนั้น ปัจจุบันมีอายุมากขึ้นและประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น หลายคนอยู่ในช่วงพักผ่อน และด้วยความที่มีกำลังซื้อมากจึงหันมาซื้อความสุขให้แก่ตัวเอง ในสิ่งที่ตนเองเคยชื่นชมแต่ยังมีกำลังไม่พอที่จะซื้อหรือเสพในเวลานั้น
นอกจากเพลงสากลในยุคซิกส์ตี้ จะโด่งดังและได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว เพลงไทยในยุคนั้นและต่อเนื่องมาจนถึงยุคเซเว่นตี้ ก็รุ่งเรืองถึงขีดสุดไปด้วยกันหมดทั้งเพลงสตริง, ลูกกรุง, สุนทราภรณ์ และลูกทุ่ง ด้วยเหตุผลที่มีท่วงทำนองดนตรีไพเราะ เนื้อร้องกินใจมีความหมายลึกซึ้ง เพลงไทยยุคดังกล่าวจึงกลายเป็นเพลงไทยที่ไม่มีวันตายไปด้วย
คนที่อยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ของเพลงยุคซิกส์ตี้ทั้งหลาย มาถึงวันนี้เป็นกลุ่มคนที่พร้อมจะซื้อความสุขดังที่ได้กล่าวมา โดยสามารถแบ่งคนกลุ่มนี้ออกได้สามกลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเสพเพลงแบบนั่งฟังเพื่อความเพลิดเพลินกับเสียงเพลง คนกลุ่มนี้มักจะสรรหาแผ่นหรือสถานีวิทยุที่เปิดเพลงทำนองที่ตนเองชอบและฟังด้วยความสุข
ส่วนสถานบันเทิงหรือร้านอาหารที่เปิดเพลงหรือมีนักร้องขับกล่อมเพลงในยุคนี้ จนเป็นที่ถูกใจคนยุคซิกส์ตี้ในกลุ่มนี้มีไม่มากนัก เพราะคนกลุ่มนี้นอกจากจะต้องฟังเสียงเพลงไพเราะแล้ว ยังต้องการรสชาติอาหารและบรรยากาศที่กลมกล่อมอีกด้วย
ผู้บริโภคที่นิยมเสพเพลงซิกส์ตี้อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการร้องเพลงที่ตนเองชื่นชอบด้วยตนเอง ทำให้มีร้านอาหารกึ่งคาราโอเกะในรูปแบบ “ตำนานเพลงเก่า” เกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งมีทั้งที่คลอเสียงดนตรีด้วยเครื่องคาราโอเกะ และด้วยวงดนตรีน้อยชิ้นบ้างเต็มวงบ้าง หรือแม้แต่ตามศูนย์อาหารบางแห่งก็เปิดให้บริการในท่วงทำนองเดียวกัน และได้รับความนิยมจากคนยุคซิกส์ตี้อย่างสูงยิ่ง
ผู้บริโภคเพลงซิกส์ตี้สองกลุ่มที่กล่าวมามีปัญหาไม่มากนัก แต่กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มที่สามคือกลุ่มที่ชมชอบการมีส่วนร่วมในเสียงเพลง เป็นกลุ่มที่ยังหาผู้ให้บริการที่จะเข้ามาจับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ไม่มาก หรือเท่าที่มีก็ถือว่ายังสนองตอบได้ไม่ตรงเป้าดีนัก
ผู้บริโภคกลุ่มที่สามนี้คือกลุ่มที่ชอบมีส่วนร่วมด้วยการเต้นรำ หรือร้องรำทำเพลงตามจังหวะร่วมไปกับนักร้อง ไม่ต่างไปจากวัยรุ่นที่ไปยืนโยกย้ายส่ายไปตามเสียงเพลงที่โต๊ะตามผับบาร์สมัยใหม่ทั้งหลาย โดยกลุ่มที่ชอบมีส่วนร่วมในรูปแบบของการลีลาศ ก็มักจะต้องแก้ไขปัญหาของกลุ่มตัวเอง ด้วยการจับกลุ่มหาทุนและจัดงานลีลาศของตนเองขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะทำธุรกิจสถานบันเทิงในแบบย้อนยุคคล้ายกับไนต์คลับในยุคซิกส์ตี้ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนกลุ่มที่ต้องการมีส่วนร่วมในลักษณะของการยืนโยกย้ายคล้ายวัยรุ่นไปชมคอนเสิร์ต ปัจจุบันเท่าที่ทราบมีเพียงร้าน บ้านแสนรัก และร้านบ้านอุ้ม บริเวณเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราเท่านั้น ซึ่งหากลูกหลานมีโอกาสได้ติดตามพ่อแม่เข้าไป อาจจะตะลึงกับภาพที่เห็นพ่อแม่ลุกขึ้นมาส่ายและร้องร่วมกับนักร้องไม่ต่างไปจากตนเองยามดูคอนเสิร์ต
แต่ร้านแบบซิกส์ตี้ทั้งสองร้านที่มีคนจองคิวเนืองแน่นตลอดเวลา ก็มีข้อติดขัดอยู่ตรงที่ว่ากว่าจะถึงเวลาของเพลงที่โดนใจคนวัยซิกส์ตี้ ก็ปาเข้าไปค่อนคืนซึ่งดึกเกินกว่าที่คนวัยนั้นจำนวนหนึ่งจะรอรับความสุขได้ เพราะคนวัยดังกล่าวแม้จะอยู่ในภาวะ “หัวใจยังหนุ่ม” แต่ก็ต้องการนอนหลับพักผ่อนแต่หัววันตามวัย
----------
(หมายเหตุ : เศรษฐกิจ : ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ซิกส์ตี้ : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)
----------



