ข่าว

อเมริกาลาป่วย

อเมริกาลาป่วย

27 ก.พ. 2555

อเมริกาลาป่วย : : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

    หากมองดูสหรัฐอเมริกาผ่านความคิดและสายตาเก่าๆ เราอาจจะเห็นว่ายุคนี้เป็นยุคตกต่ำของสหรัฐ หลังจากความรุ่งโรจน์อย่างยิ่งใหญ่ในช่วงปลายสงครามเย็น จนถึงความล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่เป็นคู่กัดสำคัญ ซึ่งทำให้โลกทั้งใบจะอยู่ในมือของสหรัฐแต่เพียงผู้เดียว ก่อนจะประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากการดำเนินสงครามนอกประเทศ ในอิรัก และอัฟกานิสถาน และใช้เงินเกินตัวของชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นผลมาจากความเติบโตอย่างก้าวกระโดดของประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีน เกาหลีและอินเดีย ทำให้เงินจำนวนมหาศาลทะลักเข้าสู่สหรัฐ ในรูปของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ตามมาด้วยการจับจ่ายในรูปของสินเชื่ออย่างคล่องมือของประชาชนในระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในการซื้อหาอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา เมื่อ 15 ปีที่แล้ว รวมทั้งส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในทำนองเดียวกัน
   
    อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐจะอยู่ในอาการของคนป่วย แต่ถ้าถามว่าจะถึงขั้นโคม่าไหม? ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เป็นเพียงแค่ไข้หวัดใหญ่ที่ต้องการพักฟื้นสักระยะหนึ่งเท่านั้น สหรัฐยังไม่ถึงกับหมดสภาพหรอกครับ ทั้งนี้ก็เพราะสหรัฐมีประสบการณ์ในเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งแรกมาเป็นอย่างดี และใช้ประสบการณ์ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งเป็นการ “เจ็บแล้วจำ” แตกต่างจากบางประเทศที่ “ไม่รู้จักเจ็บ ไม่รู้จักจำ”และทำผิดซ้ำๆ ซากๆ ในเรื่องเดิมๆ เราจะเห็นได้ว่าพื้นฐานการผลิตของสหรัฐในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งไปที่อุตสาหกรรมหนักจำพวกรถยนต์ เครื่องจักรกล หรือเครื่องใช้ภายในบ้าน อย่างในอดีต แต่เบนเข็มไปสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง แต่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน และแรงงาน ในจำนวนน้อย ขณะเดียวกับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี รายการโทรทัศน์ หนังสือ แฟชั่น และเครื่องดื่มของกิน ดังนั้น สหรัฐจึงยังคงมีบทบาทอย่างสูงในการเป็นผู้ขายสินค้าดังกล่าวในราคาแพง ขณะเดียวกันก็จะเป็นผู้ซื้อสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่ใช้ทรัพยากร ที่ดิน แรงงาน จำนวนมาก และกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากต่างประเทศ ในราคาถูก เพราะประเทศผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นแข่งขันกันขายสินค้าของตนในราคาถูกเพื่อแย่งชิงตลาดในสหรัฐ ซึ่งมีประชากรเพียง 200 กว่าล้านคน
   
    ถ้าติดตามความเป็นไปของยุโรปในเวลานี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ที่ตามมาด้วยการขาดความมั่นคงทางการเมือง ปัญหาทางสังคม การว่างงาน ความยากจน สินค้าประเภทอาหารมีราคาแพงขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จะลุกลามจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ยุโรปไร้พรมแดน ส่วนในเอเชียเองการเติบโตเร็วเกินไปของจีน ก็ไม่ได้ก่อความกังวลแก่สหรัฐเพียงประเทศเดียว หากแต่สร้างความไม่สบายใจลึกๆ แก่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะการอยู่ใกล้ๆ “มังกรผงาด” นั้น น่ากลัวกว่าอยู่ข้างๆ “ยักษ์หลับ” ตั้งเป็นกอง
   
    หากมองดูสหรัฐด้วยมุมมองปัจจุบัน เราก็อาจจะเห็นไปอีกอย่างหนึ่งว่า การที่สหรัฐ “ยื่นใบลาป่วย” เช่นนี้เป็นโอกาสดีของสหรัฐ ในการที่จะได้นอนพัก โดยไม่ต้องออกไปกระโดดโลดเต้นกับเรื่องของโลกภายนอกมากมายอย่างแต่ก่อน ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้ประเทศต่างๆ เผชิญกับปัญหาไปสักระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาอันสมควร สหรัฐก็จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ “พิทักษ์โลก” ตามเสียงเรียกร้องของชาวโลกเอง
   
    แต่ในช่วงเวลาที่สหรัฐลาป่วยนี้แหละครับ อาจจะเป็นช่วงที่มีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกินขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น เราคงต้องช่วยกันดูแลสุขภาพของตัวเอง และสุขภาพของบ้านเมืองด้วยนะครับ